เอาจริง ๆ นะ ตั้งแต่ปี 2011 ที่หนังสือจัดบ้านสุดฮิตเล่มนั้นออกมา ฉันก็อินกับเรื่องการจัดบ้านมาตลอดเลย แต่ก่อนเคยคิดว่าบ้านมินิมอลนี่มันจะไปยากอะไร แค่ทิ้งของให้หมดก็จบแล้วมั้ง? พอเอาเข้าจริง ๆ มันไม่ใช่แค่นั้นเลยแก มันคือการจัดระบบความคิดและพื้นที่ใช้สอยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลยนะ ไม่ต้องยุ่งยาก ไม่ต้องเหนื่อยฟรี ยิ่งช่วงนี้ที่หลายคนต้องทำงานจากที่บ้านนานขึ้น สภาพแวดล้อมรอบตัวยิ่งสำคัญนะ บ้านที่รก ๆ เนี่ย มันส่งผลต่ออารมณ์และประสิทธิภาพการทำงานแบบไม่รู้ตัวเลยนะ ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกเช้าเราต้องมานั่งหาของที่จำเป็น แล้วเจอกับกองเสื้อผ้า หรือเอกสารที่วางระเกะระกะ แค่เริ่มต้นวันก็เหนื่อยแล้วไหมล่ะ?
- เริ่มจัดจากจุดเล็ก ๆ แค่ห้องเดียวพอ อย่าเพิ่งคิดรื้อทั้งบ้านพร้อมกัน
- ถามตัวเองว่า "ของชิ้นนี้จำเป็นและสร้างความสุขให้เราจริงไหม?" ก่อนเก็บหรือซื้อ
- ใช้หลักการ "เข้า 1 ออก 1" เพื่อรักษาสมดุลของที่อยู่ในบ้านเสมอ
จัดบ้านมินิมอล เริ่มจากตรงไหนดี ให้ไม่ท้อไปซะก่อน?
เคยไหมที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเสื้อผ้าพังถล่มลงมา หรือลิ้นชักโต๊ะทำงานที่อัดแน่นจนเปิดไม่ออก? นั่นแหละจุดเริ่มต้นของฉันเลยนะ คือต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่เราจัดการได้ ไม่ใช่พรวดพราดไปรื้อทั้งบ้านพร้อมกันทีเดียว ลองคิดดูสิ ถ้าเราตั้งเป้าว่าจะจัดห้องนอนทั้งห้องให้เสร็จภายในวันเดียว สุดท้ายก็จะท้อกลางทางแล้วทิ้งมันไว้แบบนั้นแหละ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ เสียเวลาเปล่า ๆ แถมยังทำให้บ้านรกกว่าเดิมอีกต่างหาก ฉันแนะนำให้เริ่มจากลิ้นชักโต๊ะทำงานสักอัน หรือตู้รองเท้าหน้าบ้านก็ได้นะ ใช้เวลาแค่ 20 นาที ลองเคลียร์ของที่ไม่จำเป็นออกไป แค่เห็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เป็นระเบียบ เราก็จะมีกำลังใจไปต่อแล้ว ของจริง!
สำหรับฉันเอง ตอนเริ่มแรกก็ลองจัดจากลิ้นชักใส่ปากกาที่โต๊ะทำงานนี่แหละ จากที่เคยวางปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด กรรไกร คลิปหนีบกระดาษ ยางลบ กุญแจสำรอง จนแทบจะหาอะไรไม่เจอ ฉันใช้เวลาประมาณ 25 นาที คัดของที่ไม่ใช้แล้วทิ้งไป ส่วนที่เหลือก็จัดเรียงให้เป็นระเบียบตามประเภท แค่เห็นลิ้นชักโล่ง ๆ ที่มีแต่ของที่ใช้จริง ๆ มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยนะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่มันคือการทำให้เราเข้าถึงของที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น ชีวิตมันจะสมูทขึ้นเยอะเลยแก ลองดูนะ
หลักการคัดของออกง่ายๆ ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องเสียดาย
พอเราเลือกพื้นที่ได้แล้ว สเต็ปต่อไปคือการคัดของออกไง หลายคนบอกว่ามันยากตรงนี้แหละ ใจอ่อน ทิ้งไม่ลงบ้าง เสียดายบ้าง "เผื่อได้ใช้" บ้างล่ะ "ซื้อมาแพง" บ้างล่ะ สารพัดเหตุผลที่จะทำให้เราเก็บของที่ไม่จำเป็นไว้จนรกเต็มบ้านไปหมด จะบอกให้ว่ามีหลักง่าย ๆ ที่ฉันใช้แล้วได้ผลดีนะ อันดับแรกเลยคือ 'ถ้าไม่ได้ใช้เกิน 1 ปี ให้ทิ้งหรือบริจาค' นี่คือมาตรฐานของฉันเลยนะ ยกเว้นของที่มีคุณค่าทางใจจริง ๆ เช่น จานชามที่คุณย่าเคยใช้ตอนตรุษจีน หรือรูปถ่ายตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นกับเพื่อนสนิทที่ภูเขาไฟฟูจิ
อีกวิธีคือ ลองหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาแล้วถามตัวเองว่า 'ของชิ้นนี้ทำให้ฉันมีความสุขไหม?' หรือ 'ของชิ้นนี้มีประโยชน์กับชีวิตฉันตอนนี้ไหม?' ถ้าคำตอบคือ 'ไม่' ก็ให้มันไปอยู่กับคนที่เขามีความสุขกับมันจะดีกว่านะ ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ให้รกพื้นที่และรกใจเราหรอกนะ ลองคิดถึงเสื้อยืดคอนเสิร์ตวง Bodyslam ที่ซื้อมาเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนี้ก็ไม่ได้ใส่แล้ว ถูกมะ? หรือแก้วกาแฟ Starbucks ที่สะสมไว้เต็มตู้ แต่วันจริงก็ใช้แค่ใบเดิม ๆ ไม่กี่ใบ ของพวกนี้แหละที่เป็นตัวการทำให้บ้านเราดูรกและจัดเก็บยาก
ฉันเคยมีประสบการณ์ตรงกับกองหนังสือเรียนสมัยมหาวิทยาลัยนะ ตอนแรกคิดว่าจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่เคยเปิดอ่านอีกเลย แถมยังกินพื้นที่บนชั้นวางหนังสือไปเยอะมาก พอตัดสินใจบริจาคไปให้กับห้องสมุดชุมชน มันรู้สึกโล่งมากเลยนะ ไม่ใช่แค่ชั้นวางหนังสือที่โล่ง แต่ใจเราก็โล่งด้วย รู้สึกเหมือนได้ปลดภาระบางอย่างออกไป
เทคนิคจัดเก็บของให้เป็นระเบียบ สไตล์มินิมอล
- จัดกลุ่มของประเภทเดียวกัน: เอาของที่ใช้เหมือนกันมารวมไว้ด้วยกัน จะได้หาง่าย เช่น แบตสำรอง, สายชาร์จ iPhone, หูฟัง AirPods Pro ก็จับใส่กล่องเดียวกันไปเลย เวลาจะใช้ก็หยิบง่าย ไม่ต้องรื้อค้นให้วุ่นวาย
- ใช้แนวตั้งให้เป็นประโยชน์: ถ้าพื้นที่แนวนอนจำกัด ก็ต้องพึ่งแนวตั้งไง ชั้นวางของแบบตั้งพื้น หรือกล่องเก็บของแบบซ้อนได้ ช่วยประหยัดพื้นที่ได้เยอะจริง ๆ ลองดูชั้นวางหนังสือแบบแคบสูง หรือลิ้นชักที่แบ่งช่องในแนวตั้งดูสิ มันจะช่วยให้เราใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
- หนึ่งเข้า หนึ่งออก: นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษาระบบมินิมอลเลยนะ เวลาซื้อของใหม่เข้ามา 1 ชิ้น ก็ต้องมีของเก่า 1 ชิ้นที่ต้องออกไป เช่น ซื้อเสื้อตัวใหม่ ก็ทิ้งเสื้อตัวเก่าไป 1 ตัว หรือถ้าซื้อแก้วกาแฟใหม่ ก็บริจาคแก้วเก่าที่ไม่ใช้แล้วไป 1 ใบ หลักการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ของงอกเงยจนรกอีกครั้ง
- กำหนดพื้นที่ให้ของทุกชิ้น: ของทุกอย่างในบ้านต้องมีที่อยู่ประจำของมัน ถ้าใช้เสร็จแล้วก็เก็บเข้าที่เดิมทันที เหมือนเวลาเราใช้รีโมท Apple TV เสร็จก็วางไว้บนโต๊ะข้างโซฟา ไม่ใช่ปล่อยให้มันวางอยู่บนพื้น หรือใต้โซฟา การมีที่อยู่ประจำของของแต่ละชิ้นจะช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลาหาของบ่อย ๆ
- ลงทุนกับกล่องเก็บของดี ๆ: กล่องเก็บของสวย ๆ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น หวาย ผ้า หรือพลาสติกใส ช่วยให้บ้านดูเป็นระเบียบและสบายตาขึ้นเยอะ แถมยังทำให้รู้ว่าข้างในมีอะไรบ้างด้วยนะ การลงทุนกับกล่องเก็บของที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดเก็บเป็นเรื่องง่ายและดูดีมีสไตล์
ข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าอยากเป็นมินิมอลตัวจริง
หลายคนพอจัดบ้านเสร็จแล้วก็ดีใจ คิดว่าจบแล้ว แต่เผลอ ๆ ผ่านไป 3-4 เดือน ของก็กลับมารกเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้ปรับเปลี่ยน mindset อย่างแท้จริงไง ข้อผิดพลาดใหญ่ ๆ ที่ฉันเห็นบ่อยคือ 'จัดเสร็จแล้วก็กลับไปซื้อใหม่' คือยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมินิมอลที่ไม่ได้แปลว่า 'ห้ามมีของ' แต่แปลว่า 'มีเท่าที่จำเป็นและพอดีกับชีวิต' ต่างหาก เราต้องตั้งใจเลือกซื้อของที่มีคุณภาพ ใช้ได้นาน และตอบโจทย์การใช้งานของเราจริง ๆ ไม่ใช่ซื้อเพราะโปรโมชั่น หรือเพราะอยากได้ชั่วคราว
อีกอย่างคือการเปรียบเทียบกับคนอื่น บางคนเห็นบ้านเพื่อนที่เหมือนหลุดมาจาก Pinterest แล้วก็รู้สึกว่าบ้านตัวเองยังไม่มินิมอลพอ ของจริงคือมินิมอลของแต่ละคนไม่เหมือนกันนะ ไม่มีถูกไม่มีผิด แค่เราสบายใจกับบ้านของเราก็พอแล้ว บางคนอาจจะชอบมีหนังสือเยอะ ๆ หรือมีของสะสมที่ตัวเองรัก มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลยนะ ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันสร้างความสุขและไม่ได้ทำให้ชีวิตเรายุ่งยากขึ้น
จำไว้ว่า การจัดบ้านสไตล์มินิมอลไม่ใช่แค่การทิ้งของ แต่มันคือการสร้างนิสัยและ mindset ใหม่ ๆ ที่จะทำให้ชีวิตเราโฟกัสกับสิ่งที่มีค่าจริง ๆ การที่เรามีของน้อยลง ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีอะไร แต่มันหมายความว่าเราเลือกที่จะมีแต่สิ่งที่เราให้คุณค่ากับมันจริง ๆ ต่างหาก
ลองเริ่มจากวันนี้เลยไหม ลองหาลิ้นชักเล็ก ๆ สักอัน หรือมุมห้องสักมุม แล้วเริ่มลงมือทำกันดูนะ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันส่งผลต่อความรู้สึกและคุณภาพชีวิตของเราในระยะยาวได้เลยนะ
ฉันเชื่อว่าแค่เราได้เห็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เป็นระเบียบขึ้นมา มันจะจุดประกายให้เราอยากทำต่อเองแหละ จากลิ้นชักสู่โต๊ะ จากโต๊ะสู่ห้อง แล้วค่อย ๆ ขยับไปทั้งบ้าน ชีวิตมันสั้นนะเพื่อน อย่าปล่อยให้ความรกของบ้านมาบดบังความสุขในแต่ละวันของเราเลยนะ มาสร้างพื้นที่ที่สงบและสบายตาให้ตัวเองกันเถอะ!