จำได้เลยว่าตอนตัดสินใจจะเรียนภาษาญี่ปุ่นเนี่ย มันแบบ... เอาจริงดิ? จะไหวมั้ยวะ? จากคนที่ไม่รู้แม้กระทั่งตัวอักษรเดียว จนวันนี้ที่พอจะสื่อสารและอ่านอะไรได้บ้าง ถึงระดับ N3 บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินฝันถ้าเรามีแพลนที่ดีและใจที่สู้พอ
หลายคนอาจจะเคยคิดว่า 'เฮ้ย ภาษาญี่ปุ่นมันยากนะ ต้องจำคันจิตั้งเยอะ' หรือ 'ไม่มีเวลาหรอก' แต่จะบอกให้ว่า ถ้าเราค่อยๆ เรียนไปทีละนิด มีวินัยหน่อยนึง มันเป็นไปได้จริง ๆ เว้ย
วันนี้เลยอยากมาแชร์เส้นทางพิชิตภาษาญี่ปุ่นจากศูนย์ไปถึง N3 สไตล์คนขี้เกียจแต่จริงจัง ที่รับรองว่าอ่านจบแล้วต้องอยากลุกขึ้นมาเปิดหนังสือแน่นอน
มาดูกันว่าเรามีอะไรมาบอกเล่าบ้าง!
เริ่มต้นตรงไหนดี? เมื่อใจอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น
เอาจริง ๆ นะ ก่อนจะไปถึง N3 หรืออะไรก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องตอบตัวเองให้ได้คือ ‘ทำไมอยากเรียน?’ คำถามนี้ฟังดูเหมือนง่าย แต่โคตรสำคัญเลยนะ เพราะมันคือเชื้อเพลิงที่จะผลักดันเราไปข้างหน้าในวันที่ท้อ
อย่าเพิ่งกระโดดไปซื้อหนังสือแพง ๆ มาตุนไว้เต็มบ้านนะ ลองคิดดูนะว่า ถ้าเป้าหมายเราไม่ชัดพอ แรงขับเคลื่อนมันจะหมดเร็วมาก แล้วหนังสือที่ซื้อมาก็จะกลายเป็นแค่พร็อพถ่ายรูปเฉย ๆ
อย่างเพื่อนเราคนนึงอะ อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่ง้อไกด์ อยากสั่งเมนูยากินิกุร้านดังที่ชินจูกุเองได้แบบคล่องปรื๋อ อีกคนอยากดูอนิเมะเรื่อง One Piece แบบไม่รอซับไทย ส่วนเราเองตอนนั้นแค่อยากสั่งข้าวในร้านอาหารญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นได้แบบโปร ๆ ชี้ ๆ อย่างเดียวมันไม่ชิคไง
การมีเป้าหมายที่จับต้องได้จะช่วยให้เรามีกำลังใจในการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง อ่านมังงะ หรือแค่เข้าใจเพลงญี่ปุ่นที่เราชอบ
ส่วนเรื่องจะเริ่มจากอะไรนั้น... ง่ายสุดคือ ฮิรางานะ กับ คาตาคานะ เลยจ้า นี่คือพื้นฐานของจริงที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้ายังไม่รู้สองอันนี้ รับรองว่าไปไหนไม่รอด!
จากศูนย์ถึง N5: ปรับพื้นฐานให้แน่นด้วยวิธีไหนดี?
ช่วงแรกนี่คือหัวใจเลยนะ ต้องอดทนกับความมึนงงในการจำตัวอักษรให้ได้ ฮิรางานะ 46 ตัว คาตาคานะอีก 46 ตัว รวมๆ แล้วก็เกือบ 100 ตัวอักษร
ตอนเราเริ่มแรก เราให้เวลาจำฮิรางานะ 3 วันเต็ม ๆ โดยการเขียนซ้ำ ๆ วันละประมาณ 45 นาที ส่วนคาตาคานะที่หน้าตาจะเหลี่ยม ๆ หน่อย เราใช้เวลาไปอีก 4 วันเต็ม ๆ พยายามเขียนให้ขึ้นใจ
เคล็ดลับคือลองหาแอปพลิเคชันอย่าง Anki หรือ Quizlet มาช่วยทำแฟลชการ์ดสิ มันช่วยได้เยอะมากจริง ๆ ทำให้เราทบทวนได้ทุกที่ทุกเวลา แม้กระทั่งตอนนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน 25 นาที
พอจำตัวอักษรได้แล้ว หนังสือ 'Minna no Nihongo I' เนี่ยคือของจริง! เป็นตำราเรียนที่คนญี่ปุ่นใช้สอนภาษาต่างชาติมานานแล้ว เริ่มจากเล่มนี้ได้เลย มีแบบฝึกหัดเยอะมาก และมีคู่มือแปลไทยที่ช่วยชีวิตสุด ๆ ทำให้เราไม่งงไวยากรณ์ยาก ๆ
พยายามตั้งเป้าหมายว่าใน 3 เดือนแรก เราจะต้องจำคำศัพท์และไวยากรณ์พื้นฐานของ N5 ให้ได้ทั้งหมด ประมาณ 700-800 คำ และประโยคพื้นฐานอีกราว ๆ 150 ประโยค
อย่าลืมหาเพื่อนเรียน หรือหาคอร์สออนไลน์ราคาไม่แรงก็ได้ อย่างของสถาบัน AUA หรือของอาจารย์บางท่านใน YouTube ก็มีสอนฟรีเพียบ ลองดูช่อง 'JapanesePod101' หรือ 'Learn Japanese with Tanaka' ก็ได้นะ ช่วยเสริมความเข้าใจได้ดีเลย
การฝึกเขียนไดอารี่สั้นๆ หรือแต่งประโยคจากคำศัพท์ที่เราเรียนไปในแต่ละวันซัก 3-5 ประโยคก็ช่วยได้เยอะมาก บอกเลยว่าของจริง!
จาก N5 สู่ N4 และ N3: จุดเปลี่ยนที่ต้องโฟกัส
-
คันจิคือของจริง!
พอเริ่มผ่าน N5 มาแล้ว สิ่งที่ต้องเจอแบบเต็ม ๆ คือ "คันจิ" นี่แหละ ตอนแรกอาจจะรู้สึกท้อ แต่ถ้าผ่านมันไปได้ โลกภาษาญี่ปุ่นจะเปิดกว้างขึ้นเยอะมากนะ เราแนะนำให้เริ่มจริงจังกับคันจิวันละ 5-10 ตัว ไม่ต้องเยอะมากแต่ทำทุกวัน ใช้แอป WaniKani หรือหนังสือคันจิสำหรับ N4-N3 ที่มีภาพประกอบช่วยจำ จะช่วยให้เห็นภาพและจำได้ง่ายขึ้นเยอะเลย
-
ไวยากรณ์เริ่มซับซ้อนขึ้น
ช่วง N4-N3 ไวยากรณ์จะไม่ได้แค่พื้นฐานง่าย ๆ แล้ว แต่จะเริ่มมีโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนขึ้น มีการผันกริยาหลายรูปแบบ ทั้งรูปสุภาพ รูปไม่สุภาพ รูปสั่ง รูปขอร้อง ลองหาหนังสือ 'Shin Kanzen Master N3 Grammar' มาอ่านดู มันช่วยให้เราเข้าใจหลักการและวิธีการใช้ที่ถูกต้องได้ดีมากเลยล่ะ
-
หูต้องเปิด!
ทักษะการฟังนี่แหละตัวตัดสินเลย ตอนแรก ๆ อาจจะฟังไม่รู้เรื่องเลย ไม่เป็นไร ลองเริ่มจากอนิเมะที่มีซับญี่ปุ่นก่อน แล้วค่อย ๆ ลดซับลง หรือฟังเพลงญี่ปุ่นที่เราชอบ หา Podcast ภาษาญี่ปุ่นอย่าง 'Nihongo Con Teppei' ที่พูดช้า ๆ สำหรับผู้เรียนก็ได้ หรือจะลองดูรายการวาไรตี้ญี่ปุ่นที่ตลก ๆ ก็ช่วยให้เราคุ้นชินกับสำเนียงและการออกเสียงธรรมชาติมากขึ้น
-
อ่านให้เยอะเข้าไว้
การอ่านจะช่วยให้เราซึมซับคันจิและโครงสร้างประโยคได้ดีขึ้นมาก ลองเริ่มจากข่าวสำหรับเด็ก (Kodomo News) นิทานง่าย ๆ หรือบทความสั้น ๆ ในเว็บไซด์ญี่ปุ่น พยายามจับใจความสำคัญ ไม่ต้องพยายามแปลทุกคำ อ่านไปเรื่อย ๆ ให้สมองคุ้นชิน แล้วจะพบว่าตัวเองเริ่มเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้นแบบไม่รู้ตัว
-
พูดตามเป๊ะ ๆ เหมือนนักพากย์ (Shadowing)
อันนี้เป็นเทคนิคที่โคตรดี! คือการฟังประโยคภาษาญี่ปุ่นแล้วพูดตามทันที พยายามเลียนแบบสำเนียง จังหวะ และน้ำเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษามากที่สุด แรก ๆ อาจจะดูตลก ๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันช่วยให้กล้ามเนื้อปากและลิ้นเราคุ้นชินกับการออกเสียงภาษาญี่ปุ่นได้ดีมาก ๆ ลองหาคลิปสั้น ๆ หรือประโยคจากในอนิเมะที่เราชอบมาฝึกดูนะ
สิ่งที่ต้องรู้และข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงระหว่างทาง
บอกเลยว่าระหว่างทางมันจะมีช่วงท้อนะ ที่แบบ 'กูจะเรียนไปเพื่ออะไรวะ?' หรือ 'ทำไมมันยากจัง?' นี่คือเรื่องปกติของคนเรียนภาษาทุกคน อย่ารู้สึกผิดที่ท้อนะ มันคือสัญญาณว่าเรากำลังก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเอง
สิ่งที่คนส่วนใหญ่พลาดคือการหยุดเรียนไปนาน ๆ บางทีหายไป 3-4 เดือน พอจะกลับมาเริ่มใหม่ก็ต้องรื้อฟื้นเยอะมาก เหมือนเริ่มใหม่เกือบทั้งหมดเลยนะ
อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเด็ดขาด! บางคนจำเร็ว บางคนจำช้า บางคนมีพื้นฐานมาบ้างแล้ว ไม่เป็นไร ขอแค่เราเรียนรู้สม่ำเสมอ พัฒนาตัวเองในแบบของเราเองก็พอแล้ว การเรียนภาษาคือการเดินทางส่วนตัว
การเรียนแบบหักโหมก็ไม่ดีนะ วันละ 15-20 นาที แต่ทำทุกวัน ดีกว่าอัดวันเดียว 3 ชั่วโมงแล้วหายไป 3 สัปดาห์ การเรียนรู้แบบสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญของจริง
หาคนคุยด้วย ถ้าไม่มีเพื่อนคนญี่ปุ่น ลองหาเพื่อนไทยที่เรียนด้วยกันก็ได้ ช่วยกันทบทวน แลกเปลี่ยนความรู้ หรือจะลองหาแอปพลิเคชันสำหรับแลกเปลี่ยนภาษาอย่าง HelloTalk หรือ Tandem มาลองใช้ก็ได้นะ ได้คุยกับเจ้าของภาษา ได้ฝึกใช้ของจริง!
สุดท้ายคืออย่ากลัวการทำผิด พลาดก็คือเรียนรู้ มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการ ทุกคนล้วนเคยผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้นแหละ!
สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่นมันคือการเดินทางที่สนุกมากนะ มันไม่ใช่แค่การท่องจำคำศัพท์หรือไวยากรณ์ แต่มันคือการเปิดโลก เปิดวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสุด ๆ
ลองหยิบหนังสือฮิรางานะขึ้นมาวันนี้เลยสิ ไม่ต้องรอพรุ่งนี้หรอก
ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เริ่มจากวันละนิด วันละหน่อย
แค่เริ่มก้าวแรก แค่ตัวอักษรแรก นายก็ใกล้ N3 เข้าไปอีกนิดแล้ว! ความรู้สึกที่ได้เข้าใจภาษาต่างประเทศมันฟินกว่าที่คิดเยอะเลยนะ
แล้วมาเล่าให้ฟังด้วยนะว่าไปถึงไหนกันแล้ว เจอปัญหาตรงไหน หรือมีเคล็ดลับอะไรเด็ด ๆ มาร่วมแชร์กันได้เลย! สู้ๆ นะ!