ลองคิดดูนะว่า ถ้าเราสามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าได้นานขึ้นอีกแค่ 25 นาที โดยไม่วอกแวกเลย ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหน? เอาจริง ๆ คือทุกวันนี้เราทุกคนต้องเจอกับสารพัดสิ่งดึงดูดความสนใจตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเสียงแจ้งเตือนจาก LINE หรือ TikTok ที่ดังไม่หยุดหย่อน พอจะหยิบหนังสือมาอ่านหรือจะสะสางงานที่กองเป็นภูเขาเลากา สมองเจ้ากรรมดันวิ่งวุ่นไปซะทุกเรื่อง จนบางทีหมดไปครึ่งค่อนวันก็ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยด้วยซ้ำไป
- จัดสภาพแวดล้อมให้ไร้สิ่งรบกวน ปิดแจ้งเตือนทุกช่องทาง
- ใช้เทคนิค Pomodoro ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที ช่วยฝึกสมาธิได้จริง
- กำหนดเป้าหมายการอ่านหรือทำงานให้ชัดเจนและเป็นไปได้
ทำไมการมีสมาธิถึงกลายเป็นเรื่องยากเย็นในยุคนี้?
ถ้าให้พูดกันตรงๆ การมีสมาธิกับการอ่านหนังสือหรือทำงานยาวๆ ในยุคนี้มันเป็นเรื่องที่ท้าทายโคตรๆ เลยนะ สมัยก่อนเผลอๆ แค่มีวิทยุเปิดคลอเบาๆ เราก็ยังอ่านได้ แต่เดี๋ยวนี้เรามีสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกตลอด 24 ชั่วโมง มีโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram หรือ Facebook ที่คอยป้อนข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาไม่หยุดหย่อน ทำให้สมองเราถูกฝึกให้รับข้อมูลสั้นๆ และหลากหลาย แทนที่จะจดจ่อกับอะไรนานๆ ลองนึกดูว่าในหนึ่งวันเราได้รับ Notification จากแอปต่างๆ เฉลี่ยแล้วเป็นร้อยๆ ครั้งเลยนะ นั่นแหละคือตัวการสำคัญที่ทำให้สมาธิเราแตกกระเจิง
เคล็ดลับสร้างสมาธิขั้นเทพ อยู่กับงานได้นานขึ้น
แต่ไม่ใช่ว่าจะหมดหวังซะทีเดียวหรอกนะ มันมีหลายวิธีเลยที่เราจะฝึกสมองให้กลับมามีสมาธิได้อีกครั้ง อย่างแรกเลยคือ การจัดสภาพแวดล้อม ต้องทำให้รอบตัวเราปราศจากสิ่งรบกวนให้มากที่สุด ลองคิดถึงการไปนั่งทำงานที่คาเฟ่สงบๆ อย่าง True Coffee หรือ Starbucks ที่มีเพลงคลอเบาๆ แสงกำลังดี โต๊ะสะอาดสะอ้าน มันต่างกับการนั่งทำที่บ้านที่เจอทีวี มือถือ หรือแม้แต่คนในครอบครัวเรียกใช้ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะ? การลงทุนกับการสร้างพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ในบ้านที่ไร้สิ่งรบกวน ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากเลยนะ
อีกหนึ่งเทคนิคที่อยากแนะนำคือ Pomodoro Technique อันนี้ของจริงเลย ลองหาจับเวลาดูนะ ตั้งไว้ 25 นาที แล้วลงมือทำสิ่งที่เราจะอ่านหรือจะทำงานแบบห้ามวอกแวกเลย พอครบ 25 นาที ก็พัก 5 นาที แล้วก็วนลูปไปเรื่อยๆ การทำแบบนี้จะช่วยให้สมองเราเรียนรู้ที่จะโฟกัสเป็นช่วงๆ แล้วค่อยๆ ยืดระยะเวลาออกไปได้เอง บางคนทำไปเรื่อยๆ จนสามารถโฟกัสได้ยาวถึง 50 นาทีก็มีมาแล้ว มันคือการฝึกกล้ามเนื้อสมองดีๆ นี่เองแหละ
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สำคัญมากนะ อย่าแค่คิดว่า "จะอ่านหนังสือ" แต่ให้เป็น "จะอ่านหนังสือเรื่อง 'Atomic Habits' บทที่ 3-4 ให้จบภายใน 1 ชั่วโมงครึ่ง" การมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงแบบนี้ จะช่วยให้เรามองเห็นปลายทางและมีแรงผลักดันที่จะไปให้ถึง ลองคิดดูนะว่าถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราจะรู้ว่าต้องทำอะไร และจะไม่หลงไปกับสิ่งรบกวนง่ายๆ เพราะรู้ว่าเวลาเรามีจำกัด
5 วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณจดจ่อกับการอ่านได้ดีขึ้น
- จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นใจ — ปิดแจ้งเตือนทุกอย่างบนมือถือ ไม่ว่าจะเป็น LINE, Facebook Messenger, หรือ TikTok คว่ำมือถือลง หรือเอาไปไว้ในห้องอื่นเลยก็ได้ ถ้ามีหูฟังตัดเสียงรบกวนอย่าง Sony WH-1000XM5 ก็เอามาใส่ซะ เพราะเสียงรบกวนภายนอกนี่แหละตัวดีที่ทำให้สมาธิเราหลุด
- กำหนดเป้าหมายการอ่านให้ชัดเจน — แทนที่จะคิดแค่ว่าจะอ่านหนังสือ ให้กำหนดไปเลยว่าจะอ่านหน้าไหนถึงหน้าไหน หรือจะอ่านกี่บทให้จบภายในช่วงเวลาที่เราตั้งใจไว้ เช่น "จะอ่านหนังสือ 'วิธีคิดของคนสำเร็จ' 2 บทแรกภายใน 45 นาที" การมีเป้าหมายที่จับต้องได้แบบนี้จะช่วยให้เรามีโฟกัสที่ดีขึ้นเยอะ
- ใช้เทคนิค Pomodoro อย่างสม่ำเสมอ — เริ่มต้นด้วยการตั้งเวลา 25 นาที เพื่อโฟกัสกับงานอย่างเต็มที่โดยไม่วอกแวกเลย พอครบ 25 นาทีก็พัก 5 นาที การพักสั้นๆ นี้สำคัญมากนะ เป็นการให้สมองได้ผ่อนคลายก่อนจะกลับมาโฟกัสใหม่ ทำวนไป 4 รอบ แล้วค่อยพักยาว 15-30 นาที เทคนิคนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มผลิตภาพและสมาธิได้จริง
- พักให้เป็น พักให้ถูกวิธี — การพักไม่ใช่การหยิบมือถือมาไถฟีดต่อ แต่เป็นการลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดินไปเข้าห้องน้ำ ไปชงกาแฟ หรือมองออกไปนอกหน้าต่างสัก 2-3 นาที ให้สายตาได้พักและสมองได้รีเซ็ต การพักแบบนี้จะช่วยให้เรากลับมามีพลังงานในการโฟกัสรอบต่อไปได้ดีกว่าเดิมมาก
- ทบทวนและให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ — เมื่ออ่านจบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือทำงานเสร็จตามช่วงเวลาที่กำหนด ลองทบทวนดูว่าเราได้อะไรจากการอ่านหรือการทำงานนั้นบ้าง แล้วให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เช่น ดูซีรีส์ Netflix สักตอน หรือกินขนมอร่อยๆ การให้รางวัลจะช่วยสร้างแรงจูงใจและทำให้เราอยากทำซ้ำอีกในครั้งต่อไป
ข้อควรระวัง: อย่าทำแบบนี้ถ้าอยากมีสมาธิของจริง
มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนชอบทำแต่แท้จริงแล้วมันทำลายสมาธิเราอย่างแรง นั่นก็คือ การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) เอาจริง ๆ สมองเราไม่ได้ออกแบบมาให้โฟกัสหลายสิ่งในเวลาเดียวกันได้ดีขนาดนั้นหรอกนะ การที่เราสลับไปตอบ LINE แล้วกลับมาอ่านหนังสือ แป๊บๆ ก็เช็คอีเมล แล้วก็กลับไปอ่านอีก มันทำให้สมองต้องใช้พลังงานมหาศาลในการสลับบริบทไปมา สุดท้ายก็เหนื่อยล้าและได้งานไม่มีคุณภาพ อย่าคิดว่าเราเจ๋งที่ทำหลายอย่างพร้อมกันได้เลยนะ เพราะมันคือกับดักที่ทำให้สมาธิเราพังพินาศต่างหาก
อีกเรื่องคือ การพยายามฝืนอ่านทั้งๆ ที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว บางทีเราอาจจะเหนื่อยล้า หรือสมองมันไม่รับแล้วจริงๆ การที่เราฝืนตัวเองไปเรื่อยๆ นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกแย่กับกิจกรรมนั้นๆ ไปเลยด้วยซ้ำ ลองเปลี่ยนมาเป็นการพักผ่อนจริงๆ จังๆ หรือทำกิจกรรมเบาๆ เพื่อผ่อนคลายสมองก่อน แล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่จะดีกว่าเยอะเลยนะ
การฝึกสมาธิในการอ่านหนังสือและการทำงานมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรขนาดนั้นหรอกนะ แค่เราต้องรู้จักตัวเอง รู้จักวิธีจัดการกับสิ่งรบกวน และที่สำคัญคือต้องมีวินัยและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ลองเอาเทคนิคที่เล่ามาไปปรับใช้ดูนะ อาจจะไม่ต้องทำตามเป๊ะๆ ทุกข้อก็ได้ แค่เลือกที่เหมาะกับตัวเราที่สุด แล้วลองเริ่มทำดูสัก 3 วัน 7 วัน เผลอๆ คุณอาจจะค้นพบว่าตัวเองมีพลังในการโฟกัสมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลยก็ได้นะ สู้ๆ!