คุณเคยสงสัยไหมว่า อีเมลที่เราส่งออกไปเนี่ย โดยเฉพาะอีเมลการตลาดที่มีลิงก์ย่ออยู่ข้างใน จะมีคนคลิกเฉลี่ยกี่เปอร์เซ็นต์กันนะ? จากรายงานล่าสุดของ Mailchimp ในปี 2023 ค่าเฉลี่ย Click-Through Rate (CTR) ของอีเมลในอุตสาหกรรมโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 2.13% แต่สำหรับลิงก์ย่อที่ใช้ในอีเมลการตลาด ตัวเลขที่เรียกว่า 'ปกติ' ของการคลิกจริงๆ แล้วอาจจะแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 0.5% ถึง 5% เลยนะ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยโคตรๆ จะบอกให้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเดียวตายตัวซะหน่อย
- CTR ปกติของลิงก์ย่อในอีเมลแกว่งตัวกว้างมาก ตั้งแต่ 0.5% ถึง 5% ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม, คุณภาพของลิสต์อีเมล, และเนื้อหาอีเมล
- การใช้ลิงก์ย่อควรมาพร้อมการสร้างความน่าเชื่อถือด้วย Custom Domain และการติดตามผลด้วย UTM Parameters
- สิ่งสำคัญคือการทดลอง, วิเคราะห์, และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาตัวเลข 'ปกติ' ที่ดีที่สุดสำหรับแคมเปญของคุณเอง
แล้วไอ้ตัวเลข 0.5% ถึง 5% นี่มันมาจากไหนกันแน่?
เอาจริง ๆ นะ ไม่มีใครบอกเป๊ะๆ ได้หรอกว่า CTR ของลิงก์ย่อในอีเมลควรจะเป็นเท่าไหร่ถึงจะ 'ปกติ' เพราะมันมีปัจจัยเยอะมากที่เข้ามาเกี่ยว แบบว่าเยอะจนนับไม่ถ้วนเลยก็ว่าได้ แต่จากประสบการณ์และข้อมูลที่เคยเจอมา ไอ้ช่วง 0.5% นี่คือแบบว่า 'เฮ้อ... ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย' ไปจนถึง 5% นี่คือ 'โอ้โห! นี่มันเยี่ยมไปเลย!' ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับหลายอย่างจริงๆ
ลองคิดดูนะ อย่างแรกเลยคือ 'อุตสาหกรรม' ที่คุณทำอยู่ ถ้าคุณส่งอีเมลโปรโมทคอร์สเรียนออนไลน์ด้านเทคโนโลยี คนที่อยู่ในลิสต์คุณอาจจะมีความสนใจสูงกว่า ทำให้ CTR พุ่งไป 3-4% ได้ไม่ยาก ผิดกับอีเมลที่ขายสินค้าทั่วไปอย่างเสื้อผ้า อาจจะอยู่แค่ 1-2% ก็ถือว่าดีแล้ว เพราะการแข่งขันมันสูงกว่ามาก
อีกปัจจัยสำคัญคือ 'คุณภาพของลิสต์อีเมล' ลิสต์อีเมลที่ได้มาจากการสมัครใจ (Opt-in) โดยตรง เช่น คนที่เคยโหลด E-book ของคุณ หรือคนที่เคยซื้อของจากคุณไปแล้วเนี่ย จะมี CTR ที่สูงกว่าลิสต์ที่ได้มาจากการรวบรวมแบบงงๆ หรือที่เรียกว่า Cold Email เยอะเลยนะ เพราะกลุ่มแรกเขามีความสนใจในตัวคุณหรือสินค้าของคุณอยู่แล้วไง
ไม่พอแค่นั้น 'เนื้อหาของอีเมล' ก็สำคัญโคตรๆ ถ้า Subject Line น่าสนใจ เปิดแล้วเนื้อหาตรงปก มี Call-to-Action (CTA) ชัดเจน ชวนให้คลิกจริง ๆ CTR ก็จะสูงเป็นเงาตามตัวเลยแหละ ซึ่งตรงนี้แหละที่เทคนิคการเขียน Copywriting หรือการออกแบบอีเมลเข้ามามีบทบาทสำคัญ
ทำไมต้องใช้ลิงก์ย่อในอีเมล? มันช่วยอะไรได้บ้าง?
ทีนี้มาดูกันว่าทำไมเราถึงชอบใช้ลิงก์ย่อกันนักในอีเมล จริงๆ มันมีเหตุผลดีๆ หลายอย่างเลยนะ ไม่ใช่แค่ทำให้ URL ดูสั้นลงอย่างเดียว แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดดิจิทัลยุคนี้เลย
อย่างแรกเลยคือ 'ความสวยงาม' และ 'ความสะอาดตา' ลองนึกภาพอีเมลที่คุณได้รับ แล้วมีลิงก์ยาวเฟื้อยเป็นหางว่าว ต่อให้เป็นลิงก์ HTTPS ที่ดูปลอดภัยแค่ไหน มันก็ดูรกตาจริงไหม? การใช้บริการย่อลิงก์อย่าง Bitly, TinyURL, หรือ Rebrandly ช่วยให้ URL ดูสั้น กระชับ อ่านง่ายขึ้นเยอะเลย ทำให้พื้นที่ในอีเมลของคุณดูโปร่งสบายตาขึ้นมาทันที
แต่ที่สำคัญกว่าความสวยงามคือ 'การติดตามผล' หรือ 'Analytics' นี่แหละ คือไฮไลต์ของการใช้ลิงก์ย่อเลยนะจะบอกให้ บริการย่อลิงก์ส่วนใหญ่จะมี Dashboard ให้เราเข้าไปดูสถิติได้ละเอียดมาก ว่ามีคนคลิกกี่ครั้ง มาจากประเทศไหน ใช้ Browser อะไร แม้กระทั่งเวลาที่คลิกบ่อยที่สุด มันช่วยให้เราเห็นภาพรวมของแคมเปญได้ชัดเจนขึ้นเยอะ
แถมอีกอย่างคือ 'การปรับแต่ง' (Customization) เราสามารถตั้งชื่อลิงก์ย่อของเราให้เป็น Custom Domain ได้ เช่น แทนที่จะเป็น bit.ly/abcxyz ก็เปลี่ยนเป็น mybrand.link/special ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลิงก์ของเราได้มาก ทำให้คนกล้าคลิกมากขึ้น เพราะเขารู้สึกว่าลิงก์นี้มาจากแบรนด์ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่ลิงก์แปลกๆ ที่อาจนำไปสู่เว็บฟิชชิ่ง
และสุดท้ายคือ 'การผสานรวมกับการตลาดอื่นๆ' บางทีลิงก์ย่อมันไม่ได้ใช้แค่อีเมลอย่างเดียว แต่เราเอาไปใช้กับ QR Code, โพสต์โซเชียลมีเดีย, หรือแม้กระทั่ง Bio Link ใน Instagram หรือ TikTok ได้ด้วย การใช้ลิงก์ย่อช่วยให้เราบริหารจัดการแคมเปญได้ง่ายขึ้น และเก็บข้อมูลได้จากทุกช่องทาง มาวิเคราะห์รวมกันเป็นภาพเดียว
แล้วถ้า CTR ของลิงก์ย่อเรามันน้อยกว่า 0.5% ต้องทำยังไง?
ถ้าตัวเลขมันน้อยจนน่าใจหาย ไม่ต้องตกใจไปนะ มันไม่ได้แปลว่าโลกจะแตกซะหน่อย แต่แปลว่าเรามีอะไรต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งนั่นแหละคือโอกาส! ลองมาดูวิธีแก้ปัญหาแบบเพื่อนคุยเพื่อนกันนะ
1. เช็คคุณภาพลิสต์อีเมลก่อนเลย
นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ถ้าลิสต์อีเมลของคุณเต็มไปด้วยอีเมลที่ไม่ใช้งานแล้ว อีเมลสแปม หรือคนที่ไม่มีความสนใจในสิ่งที่คุณนำเสนอเลย ต่อให้เนื้อหาดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เดือนมกรา 2024 ผมเช็คในฐานข้อมูลของลูกค้าเจ้าหนึ่งที่ทำธุรกิจอสังหาฯ พบว่ามีอีเมลที่ไม่ได้เปิดเลยมา 6 เดือนกว่า 20% ของลิสต์ทั้งหมด แบบนี้ต้องทำความสะอาดลิสต์ (List Cleaning) บ้างแล้วนะ ลองใช้เครื่องมืออย่าง ZeroBounce หรือ NeverBounce ช่วยตรวจสอบดูได้
2. ปรับปรุง Subject Line และ Preheader Text
สองสิ่งนี้คือหน้าต่างบานแรกที่จะตัดสินว่าอีเมลของคุณจะได้ถูกเปิดอ่านหรือถูกลบทิ้งไปเลย ลองเขียน Subject Line ที่กระตุ้นความอยากรู้ มีคำที่สร้างความเร่งด่วน หรือนำเสนอคุณค่าที่ชัดเจน เช่น 'ลด 50% วันสุดท้าย! โค้ดส่วนลดนี้ใช้ได้อีก 24 ชั่วโมงเท่านั้น' หรือ 'เคล็ดลับเพิ่มยอดขาย 30% ที่นักธุรกิจไม่เคยบอกคุณ'
3. เนื้อหาอีเมลต้องปัง! และ CTA ต้องชัดเจน
เมื่อคนเปิดอีเมลแล้ว เนื้อหาต้องกระชับ เข้าใจง่าย ตรงประเด็น อย่าเขียนยาวเป็นหน้ากระดาษแบบรายงานราชการ ให้เน้นไปที่ประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับ และที่สำคัญที่สุดคือ Call-to-Action (CTA) ต้องชัดเจน มองเห็นง่าย และชวนให้คลิกจริงๆ อาจจะใช้ปุ่มสีเด่นๆ หรือข้อความที่ดึงดูด เช่น 'คลิกรับส่วนลดทันที!' 'ดูสินค้าใหม่ทั้งหมดที่นี่' หรือ 'ลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรี!'
4. ใช้ Custom Domain กับลิงก์ย่อ
อันนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้มากเลยนะ ถ้าคุณใช้บริการย่อลิงก์แบบฟรีๆ อย่าง bit.ly/xyz คนอาจจะลังเลที่จะคลิก เพราะมันดูไม่เป็นมิตร ไม่น่าไว้ใจ ลองลงทุนกับ Custom Domain สำหรับลิงก์ย่อของคุณสิ เช่น แทนที่จะเป็น bit.ly/freeshirt ก็เปลี่ยนเป็น brandname.link/freeshirt แบบนี้ดูน่าเชื่อถือขึ้นเยอะเลย ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจที่จะคลิกมากขึ้น
5. ทดสอบ A/B Test อยู่เสมอ
อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้ทดสอบด้วยตัวเอง ลองส่งอีเมลสองแบบที่แตกต่างกัน เช่น Subject Line คนละแบบ หรือ CTA คนละสี ไปให้กลุ่มเป้าหมายย่อยๆ แล้วดูว่าแบบไหนได้ CTR สูงกว่ากัน นี่คือหัวใจของการตลาดดิจิทัลเลยนะ ลองทำ A/B Test กับทุกองค์ประกอบของอีเมล ทั้ง Subject Line, เนื้อหา, รูปภาพ, ตำแหน่งของลิงก์ย่อ หรือแม้แต่ตัวลิงก์ย่อเอง
6. เข้าใจเรื่อง UTM Parameters
นี่คือของจริงสำหรับนักการตลาดดิจิทัล! UTM คือรหัสเล็กๆ ที่เราใส่เพิ่มเข้าไปใน URL ของลิงก์ย่อของเรา เพื่อให้ Google Analytics หรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ สามารถติดตามได้ว่าคนคลิกมาจากไหน แคมเปญอะไร หรือแม้แต่เนื้อหาแบบไหน เช่น https://yourwebsite.com/product?utm_source=email&utm_medium=newsletter&utm_campaign=winter_sale&utm_content=button_top การใช้ UTM จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมว่าแคมเปญไหนเวิร์ค ไม่เวิร์ค และควรจะปรับปรุงตรงไหน การเข้าใจ UTM เปรียบเสมือนการมีแว่นขยายที่ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดของข้อมูลที่ซ่อนอยู่ และมันสำคัญมากสำหรับการตลาดแบบ Affiliate ด้วยนะ
ข้อจำกัดของลิงก์ย่อที่ควรรู้
แม้ว่าลิงก์ย่อจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังเลยนะจะบอกให้ อย่างแรกเลยคือ 'ความน่าเชื่อถือ' ถ้าคุณใช้ลิงก์ย่อแบบสุ่มๆ จากบริการฟรีที่ไม่มี Custom Domain คนที่ได้รับอีเมลอาจจะรู้สึกไม่ไว้ใจ ลองคิดดูสิว่าถ้าคุณได้รับอีเมลจากธนาคาร แล้วในอีเมลมีลิงก์ bit.ly/something คุณจะกล้าคลิกไหมล่ะ? เผลอๆ อาจจะคิดว่าเป็นอีเมลหลอกลวงหรือ Phishing ไปเลยก็ได้
อีกข้อจำกัดหนึ่งคือ 'การพึ่งพาบริการภายนอก' ถ้าบริการย่อลิงก์ที่คุณใช้อยู่มีปัญหาหรือล่มไป ลิงก์ทั้งหมดที่คุณเคยส่งออกไปก็จะใช้งานไม่ได้ทันที ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อแคมเปญของคุณได้เลยนะ เพราะฉะนั้นการเลือกใช้บริการย่อลิงก์ที่น่าเชื่อถือ มีประวัติที่ดี และมี SLA (Service Level Agreement) ที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
และสุดท้ายคือ 'ความซับซ้อนในการจัดการ' ถ้าคุณมีหลายแคมเปญ หลายลิงก์ การจัดการลิงก์ย่อจำนวนมากอาจจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากได้ หากไม่มีระบบจัดการที่ดีพอ การติด UTM Parameters ที่ผิดพลาดก็อาจทำให้ข้อมูลที่ได้มาคลาดเคลื่อนได้เช่นกัน ทำให้การวิเคราะห์ผลลัพธ์ผิดเพี้ยนไปหมด
จะเริ่มต้นยังไงให้ได้ CTR ที่ดีขึ้น?
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกฮึกเหิมอยากจะเริ่มปรับปรุง CTR ของลิงก์ย่อในอีเมลของคุณทันที ลองทำตาม 3 ขั้นตอนง่ายๆ นี้ดูนะ รับรองว่าเห็นผลแน่นอน
1. เลือกเครื่องมือย่อลิงก์ที่ใช่: เริ่มจากเลือกใช้บริการย่อลิงก์ที่มีฟีเจอร์การติดตามผลที่ดี และรองรับ Custom Domain เช่น Bitly, Rebrandly หรือ Short.io พวกนี้มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ลองใช้แบบฟรีดูก่อนก็ได้ ถ้าเวิร์คแล้วค่อยอัปเกรดเพื่อฟีเจอร์ที่ครบครันขึ้น
2. สร้าง Custom Domain ของคุณเอง: ถ้าเป็นไปได้ ลองจดโดเมนสั้นๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ เช่น ถ้าแบรนด์คุณชื่อ 'Amazing Coffee' ก็อาจจะจด 'ac.link' หรือ 'coffee.link' แล้วนำมาเชื่อมกับบริการย่อลิงก์ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ลิงก์ย่อของคุณได้มากโขเลย
3. ฝึกติด UTM Parameters ทุกครั้ง: ไม่ว่าจะส่งอีเมลแบบไหน มีลิงก์ย่อกี่ตัว ให้ฝึกติด UTM Parameters ให้ครบถ้วนทุกครั้ง เพื่อให้คุณสามารถติดตามผลได้อย่างละเอียดว่าคนคลิกมาจากอีเมลฉบับไหน แคมเปญอะไร และนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแคมเปญในอนาคต
เมื่อกลางปี 2023 ผมเคยช่วยร้านขายของชำเล็กๆ ชื่อ 'ลุงสมพรของชำ' ใน อ.บางเสาธง ทำแคมเปญโปรโมทผ่าน LINE Official Account โดยใช้ลิงก์ย่อที่ติด UTM เพื่อติดตามผลจากแบนเนอร์ต่างๆ พอเราเริ่มติด UTM อย่างสม่ำเสมอ เราพบว่าแบนเนอร์โปรโมท 'ผักปลอดสารจากสวนลุงสมพร' ที่มีรูปภาพชัดเจน ได้ CTR สูงกว่าแบนเนอร์โปรโมท 'สินค้าลดราคาประจำสัปดาห์' ถึง 47% ในช่วง 3 สัปดาห์แรก ซึ่งทำให้เราสามารถปรับกลยุทธ์การนำเสนอสินค้าได้ตรงจุดมากขึ้น เห็นไหมว่าแค่การติดตามผลเล็กๆ น้อยๆ ก็สร้างความแตกต่างได้มหาศาลเลย
จริงๆ แล้วการตลาดดิจิทัลมันก็เหมือนการเดินทางนั่นแหละ ไม่มีเส้นทางที่ง่ายที่สุดหรือสมบูรณ์แบบที่สุด มีแต่เส้นทางที่เราต้องเรียนรู้ ทดลอง และปรับปรุงไปเรื่อยๆ การหาค่า CTR ที่ 'ปกติ' สำหรับลิงก์ย่อในอีเมลของคุณก็เช่นกัน มันคือการเดินทางที่คุณต้องลงมือทำเอง ลองผิดลองถูกเอง แล้วคุณจะเจอ 'ปกติ' ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณเองนั่นแหละ แล้วคุณล่ะ วันนี้พร้อมที่จะเริ่มตามหา CTR ที่ใช่สำหรับแคมเปญอีเมลของคุณแล้วหรือยัง?
📝 บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ตามนโยบายของ shorturl.in.th
อ่านต่อ: