เคยไหมที่เลื่อนฟีดเฟซบุ๊กอยู่ดี ๆ แล้วเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้คุยกันมา 3 ปี แชร์ลิงก์แปลก ๆ ที่ขึ้นต้นด้วย .ru หรือ .cn? หรือบางทีก็เป็นอีเมลจากใครก็ไม่รู้ ส่งลิงก์สั้นมาให้กดแบบด่วนจี๋ จนเราอดคิดไม่ได้ว่า "เฮ้ย นี่มันลิงก์อะไรวะเนี่ย กดได้จริงเหรอ ปลอดภัยแค่ไหน" เอาจริง ๆ นะ สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในยุคที่เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์เกือบ 24 ชั่วโมง การเจอลิงก์แปลก ๆ โดยเฉพาะจากโดเมนที่คุ้นเคยน้อยอย่าง .ru (รัสเซีย) หรือ .cn (จีน) มันชวนให้เราต้องระแวงเป็นพิเศษ เพราะเบื้องหลังลิงก์สั้นพวกนี้ อาจซ่อนโปรแกรมอันตรายหรือเว็บไซต์ฟิชชิ่ง ที่พร้อมจะขโมยข้อมูลส่วนตัวของเราได้ทุกเมื่อนั่นแหละ
- ลิงก์สั้น .ru หรือ .cn มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเว็บฟิชชิ่ง มัลแวร์ หรือสแกม ควรระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการคลิกหากไม่แน่ใจในแหล่งที่มา
- ใช้เครื่องมือเช็กลิงก์ก่อนคลิกเสมอ และตรวจสอบชื่อโดเมนปลายทางให้ดี โดยเฉพาะนักการตลาดที่ต้องส่งลิงก์บ่อย ๆ
- แม้บางลิงก์อาจถูกกฎหมาย แต่ในฐานะคนทำออนไลน์ ความปลอดภัยของข้อมูลตัวเองและลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ
ลิงก์ .ru กับ .cn มันมีอะไรน่ากลัวนักหนา ทำไมต้องระแวง?
ก่อนอื่นเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่า .ru กับ .cn มันคืออะไรกันแน่? พวกมันคือโดเมนระดับบนสุดที่ระบุประเทศ (ccTLD - country code Top-Level Domain) เหมือนกับ .th ของไทย หรือ .jp ของญี่ปุ่นนั่นแหละ ทีนี้พอพูดถึง .ru ของรัสเซีย กับ .cn ของจีนเนี่ย ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์เขาก็จะมองว่ามันมีความเสี่ยงสูงกว่าโดเมนอื่น ๆ อยู่พอสมควรนะ
ลองคิดดูนะ เรื่องมันไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศเหล่านั้นไม่ดี แต่เป็นเพราะว่ากฎระเบียบในการจดทะเบียนโดเมนของบางประเทศมันอาจจะหลวมกว่า หรือการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมไซเบอร์มันอาจจะเข้าถึงยากกว่าสำหรับหน่วยงานต่างชาติ ทำให้พวกแฮกเกอร์หรือผู้ไม่หวังดีมักจะเลือกใช้โดเมนเหล่านี้เป็นฐานในการก่อเหตุ เพราะมันตามตัวยากกว่า แถมยังสามารถสร้างเว็บปลอม เว็บฟิชชิ่ง หรือปล่อยมัลแวร์ได้ง่ายกว่าด้วย
อย่างในข่าวต่างประเทศ เราก็จะเห็นเคสที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮกเกอร์จากบางประเทศที่ใช้โดเมนพวกนี้เป็นฐานปฏิบัติการเพื่อโจมตีองค์กรใหญ่ ๆ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานรัฐบาลเลยก็มีบ่อย ๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องระดับประเทศนะ แต่รวมถึงการหลอกลวงทั่วไปอย่างสแกมสินค้าปลอม สแกมลงทุน หรือแม้กระทั่งฟิชชิ่งขโมยข้อมูลธนาคารก็พบเจอได้บ่อยมากในโดเมนกลุ่มนี้
สำหรับคนที่ทำ Digital Marketing, Affiliate Marketing หรือส่ง Cold Email บ่อย ๆ เนี่ย การเจอลิงก์ที่ปลายทางเป็น .ru หรือ .cn ในอีเมลแปลก ๆ หรือในแบนเนอร์โฆษณาที่ดูไม่น่าไว้ใจมันไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้ามเลยนะ เพราะเป้าหมายของพวกนี้คือการหลอกล่อให้เราหรือลูกค้าของเราคลิกเข้าไป เพื่อดาวน์โหลดมัลแวร์ หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวในเว็บปลอมนั่นเอง
แน่นอนว่าไม่ใช่ลิงก์ .ru หรือ .cn ทุกอันจะอันตรายเสมอไปนะ บางทีมันก็เป็นเว็บไซต์ของธุรกิจถูกกฎหมายในประเทศนั้น ๆ แหละ แต่ในเมื่อเราอยู่ในยุคที่ภัยไซเบอร์มันรุนแรงขึ้นทุกวัน การระมัดระวังไว้ก่อนคือสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าไม่รู้ที่มา ไม่ชัวร์ ก็อย่าเพิ่งกดจะดีกว่า
แล้วทำไมลิงก์สั้นธรรมดา ๆ ถึงกลายเป็นช่องโหว่ของความปลอดภัยได้ล่ะ?
เอาจริง ๆ แล้วบริการย่อลิงก์อย่าง Bitly, TinyURL หรือ Rebrandly เนี่ย มันมีประโยชน์มาก ๆ เลยนะ โดยเฉพาะกับคนทำคอนเทนต์หรือนักการตลาดดิจิทัลอย่างเรา ๆ ที่ต้องแชร์ลิงก์ยาว ๆ ให้สั้นลง ดูสวยงามขึ้น สะอาดตาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใน Bio Link ของ Instagram, บน Twitter ที่จำกัดตัวอักษร, ในอีเมลการตลาด หรือแม้แต่ใน QR Code ที่อยากให้ลูกค้าสแกนง่าย ๆ
แต่ข้อดีของมันนี่แหละที่กลายเป็นช่องโหว่สำคัญ พวกแฮกเกอร์หรือผู้ไม่หวังดีก็ใช้ประโยชน์จากความสามารถในการ "ซ่อน" ลิงก์ปลายทางนี่แหละ แทนที่จะเป็นลิงก์ยาว ๆ ที่เราพอจะมองเห็นโดเมนปลายทางได้บ้าง เช่น facebook.com/profile หรือ shopee.co.th/product/12345 พอถูกย่อเหลือแค่ bit.ly/abcde หรือ tinyurl.com/xyz123 เนี่ย เราก็แทบจะไม่รู้เลยว่าปลายทางที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่
ลองคิดดูนะ ถ้าเราได้รับอีเมลที่บอกว่า "คุณได้รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท คลิกเพื่อรับได้เลยที่นี่!" แล้วมีลิงก์ยาว ๆ ที่ขึ้นต้นด้วย scammy-website-phishing.ru อะไรประมาณนี้ เราก็น่าจะเอะใจตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม? แต่ถ้ามันถูกย่อเหลือแค่ bit.ly/winprize เนี่ย ความน่าสงสัยมันก็จะลดลงไปเยอะเลย ทำให้เราเผลอกดเข้าไปง่ายขึ้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมลิงก์สั้นถึงถูกใช้เป็นเครื่องมือยอดนิยมในการแพร่กระจายเว็บฟิชชิ่ง มัลแวร์ หรือสแกมต่าง ๆ เพราะมันช่วยปกปิดเจตนาที่แท้จริงของลิงก์ได้ดีมาก ทำให้เหยื่อตายใจและคลิกเข้าไปโดยไม่ทันระวังตัว ยิ่งในโลกของ Affiliate Marketing ที่เราต้องคลิกลิงก์เพื่อเช็คโปรโมชั่น หรือ Cold Email ที่มีลิงก์มากมาย การระมัดระวังตัวเป็นพิเศษก็ยิ่งสำคัญขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว
เทคนิคที่พวกนี้ใช้ก็คือ การสร้างลิงก์สั้นที่ดูน่าเชื่อถือ หรือใช้ชื่อโดเมนที่ดูคล้ายคลึงกับบริการย่อลิงก์ยอดนิยม เพื่อหลอกให้เรากดเข้าไปง่าย ๆ พอคลิกแล้วก็อาจจะพาไปหน้าเว็บปลอมที่ขโมย Username/Password หรือพาไปดาวน์โหลดไฟล์อันตรายลงเครื่องเราโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ของแบบนี้มันน่ากลัวของจริงนะ
แล้วถ้าเจอลิงก์สั้นหน้าตาแปลก ๆ เราจะเช็กยังไงให้ปลอดภัย ไม่ให้โดนหลอก?
ไม่ต้องกังวลไปนะ มันมีวิธีเช็กลิงก์สั้นพวกนี้อยู่ ไม่ยากเลย แค่ต้องใช้เครื่องมือช่วยนิดหน่อย และใช้ความละเอียดรอบคอบอีกหน่อย สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเพิ่งคลิก! ให้เราใช้วิธี Copy Link Address แล้วเอาไปเช็คผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ก่อน
1. ใช้บริการ URL Expander หรือ Link Checker:
เครื่องมือพวกนี้จะช่วย "ขยาย" ลิงก์สั้นให้กลับไปเป็นลิงก์เต็ม ๆ ที่เราสามารถมองเห็นโดเมนปลายทางที่แท้จริงได้ ลองใช้เว็บอย่าง GetLinkInfo หรือ CheckShortURL.com ดูสิ แค่เอาลิงก์สั้นไปวาง แล้วกด "Expand" หรือ "Check" มันก็จะแสดงลิงก์ปลายทางออกมาให้เราเห็นเลยว่ามันไปที่ไหนกันแน่ ถ้าเห็นเป็นโดเมน .ru หรือ .cn ที่ดูแปลก ๆ ก็ให้ระวังไว้ก่อนเลย
2. ตรวจสอบกับ VirusTotal:
อันนี้เป็นเครื่องมือโปรดของผมเลย VirusTotal เป็นบริการฟรีจาก Google ที่ให้เราอัปโหลดไฟล์ หรือวาง URL เพื่อสแกนหาไวรัส มัลแวร์ หรือภัยคุกคามอื่น ๆ ได้จากเอนจิ้นแอนตี้ไวรัสหลายสิบตัวทั่วโลก ถ้าเอาลิงก์ที่เราสงสัยไปวางแล้วมันขึ้นสถานะเป็นสีแดง หรือมีเอนจิ้นหลายตัวแจ้งเตือนว่าเป็นภัยคุกคาม ก็จงถอยห่างออกมาให้เร็วที่สุด
3. เช็คสถานะ Google Safe Browsing:
ถ้าเราได้ลิงก์ปลายทางมาแล้ว (จากการใช้ URL Expander) เราสามารถเอาลิงก์นั้นไปตรวจสอบกับ Google Safe Browsing ได้ด้วยนะ โดยการเอา URL ที่ได้ไปวางในช่องค้นหา มันจะบอกว่าลิงก์นั้นเคยถูก Google ตรวจพบว่าเป็นเว็บอันตรายหรือไม่
4. ตรวจสอบข้อมูล Whois ของโดเมน:
สำหรับสายลึกที่อยากเช็คให้ชัวร์จริง ๆ คุณสามารถเอาโดเมนปลายทางไปเช็คข้อมูล Whois ได้นะ เว็บอย่าง who.is หรือ ICANN Lookup จะช่วยให้เราเห็นข้อมูลเจ้าของโดเมน, วันที่จดทะเบียน, และเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งาน ถ้าข้อมูลดูไม่โปร่งใส หรือเพิ่งจดทะเบียนมาได้ไม่กี่วัน ก็ยิ่งต้องระวัง
ประสบการณ์ตรง:
เมื่อเดือนธันวาคม 2023 ผมเคยเจอลิงก์สั้นประหลาด ๆ ในอีเมลที่อ้างว่าเป็นโปรโมชั่นจากแพลตฟอร์ม affiliate เจ้าดัง ตอนนั้นกำลังช่วยเพื่อนทำแคมเปญ cold email พอดี เห็นลิงก์แล้วรู้สึกตะหงิด ๆ ตรงที่ปลายทางมันไปโผล่ที่โดเมน .cn ตัวนึงที่ดูไม่น่าไว้ใจ ก็เลยลองเอาไปเช็กใน VirusTotal ปรากฏว่าขึ้นแจ้งเตือนแดงเถือกเลยว่าเป็นเว็บฟิชชิ่งเฉย! โชคดีที่ยังไม่กดเข้าไป ผมเลยลองเอาโดเมนนั้นไปเช็คใน Whois อีกที ปรากฏว่าข้อมูลเจ้าของโดเมนเป็นชื่อที่ดูเหมือนสุ่มมา และเพิ่งจดทะเบียนไปเมื่อ 11 วันก่อนหน้าเอง ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายชัด ๆ เราเลยต้องเตือนเพื่อนให้ระวังอีเมลพวกนี้ให้ดี ไม่งั้นอาจจะเสียทั้งข้อมูลและเครดิตของแบรนด์ได้เลยนะ
ข้อจำกัดที่ต้องรู้:
แต่ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าเครื่องมือพวกนี้มันก็ไม่ใช่ไม้ตายร้อยเปอร์เซ็นต์นะ บางทีเว็บฟิชชิ่งใหม่ ๆ ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาด ๆ อาจจะยังไม่ถูกตรวจจับได้ทันที เพราะฐานข้อมูลของเครื่องมือต่าง ๆ อาจจะยังไม่ถูกอัปเดต หรือบางทีแฮกเกอร์ก็ปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงได้เร็วมาก ฉะนั้น การใช้เครื่องมือเหล่านี้ควรทำควบคู่ไปกับการใช้สามัญสำนึกและความระมัดระวังส่วนตัวด้วยนะ
ในฐานะคนทำคอนเทนต์ หรือนักการตลาดออนไลน์ จะป้องกันตัวเองและลูกค้ายังไงดี?
สำหรับพวกเราที่คลุกคลีอยู่กับโลกออนไลน์ ต้องส่งลิงก์ แชร์ลิงก์ ทำ Bio Link หรือส่งอีเมลการตลาดที่มีลิงก์ affiliate บ่อย ๆ เนี่ย การสร้างความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยให้กับลิงก์ของเราเองก็สำคัญไม่แพ้กันนะ
1. ใช้บริการย่อลิงก์ที่น่าเชื่อถือ และใช้ Custom Domain:
ถ้าคุณใช้บริการย่อลิงก์อย่าง Bitly, TinyURL, หรือ Rebrandly อยู่แล้ว พยายามอัปเกรดไปใช้ Custom Domain ของตัวเองซะ เช่น แทนที่จะเป็น bit.ly/yourlink ก็เป็น yourbrand.link/product แบบนี้มันจะดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือมากกว่าเยอะ ลูกค้าก็จะมั่นใจที่จะคลิกมากขึ้น เพราะรู้ว่าลิงก์มาจากแบรนด์ของคุณโดยตรง ลดความกังวลเรื่องการเป็นเว็บฟิชชิ่งได้มาก
2. ตรวจสอบลิงก์ Affiliate และลิงก์จากพาร์ทเนอร์อย่างละเอียด:
ก่อนที่จะนำลิงก์ Affiliate หรือลิงก์จากพาร์ทเนอร์มาใส่ในคอนเทนต์หรืออีเมลของคุณ ให้เช็คลิงก์ปลายทางให้ชัวร์ก่อนเสมอ โดยเฉพาะถ้ามันเป็นลิงก์สั้น หรือมาจากแหล่งที่คุณไม่คุ้นเคย อย่าคิดว่า "เขาเป็นพาร์ทเนอร์เรา คงไม่มีอะไรหรอก" เพราะบางทีพาร์ทเนอร์ของคุณเองก็อาจจะโดนแฮกแล้วเอาลิงก์อันตรายมาใส่โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
3. ให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายของคุณ:
ในฐานะคนสร้างคอนเทนต์หรือนักการตลาด เรามีหน้าที่ให้ความรู้กับลูกค้าหรือผู้ติดตามของเราด้วยนะ อาจจะทำคอนเทนต์สั้น ๆ สอนวิธีเช็กลิงก์ง่าย ๆ หรือเตือนให้ระวังลิงก์แปลก ๆ ที่อาจเป็นอันตรายก็ได้ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยไซเบอร์เป็นสิ่งที่เราควรทำร่วมกัน
4. ใช้ HTTPS เสมอ:
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณ และลิงก์ปลายทางที่คุณส่งไปนั้นใช้โปรโตคอล HTTPS เสมอ สังเกตง่าย ๆ คือจะมีรูปแม่กุญแจอยู่หน้า URL ในเบราว์เซอร์ HTTPS ไม่ได้ป้องกันมัลแวร์โดยตรงนะ แต่มันช่วยเข้ารหัสการสื่อสารระหว่างเบราว์เซอร์ของเรากับเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ข้อมูลที่ส่งไปมาระหว่างกันปลอดภัยจากการถูกดักจับข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญอย่าง Username/Password หรือข้อมูลบัตรเครดิต การที่เว็บใช้ HTTPS ถือเป็นมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่เราทุกคนควรยึดถือ
5. อัปเดตความรู้และเครื่องมืออยู่เสมอ:
โลกของภัยไซเบอร์มันเปลี่ยนไปเร็วมากนะ สิ่งที่ปลอดภัยวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ปลอดภัยแล้วก็ได้ ฉะนั้นเราต้องคอยอัปเดตความรู้เรื่องภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ๆ และเครื่องมือในการป้องกันตัวอยู่เสมอ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ
จะเริ่มต้นยังไง?
ง่าย ๆ เลย ลองเริ่มจาก 3 สเต็ปนี้ก่อนนะ
- เช็คลิงก์ที่เคยแชร์: ลองย้อนกลับไปดู Bio Link ใน Instagram, ลิงก์ในอีเมลเก่า ๆ หรือลิงก์ในบทความที่คุณเคยเขียน ว่ามีลิงก์ไหนบ้างที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือใช้โดเมนแปลก ๆ ไหม ถ้าเจอ ก็แก้ไขหรือลบออกซะ
- ฝึกใช้เครื่องมือ: ลองเอาลิงก์ที่ไม่รู้จัก หรือลิงก์ที่เพื่อนส่งมาแบบไม่แน่ใจ ไปลองทดสอบกับ VirusTotal หรือ GetLinkInfo ดูบ่อย ๆ ฝึกให้เป็นนิสัย จะได้ชินกับการตรวจสอบลิงก์ก่อนคลิก
- สร้าง Custom Domain: ถ้าคุณเป็น Creator หรือนักการตลาดที่ต้องแชร์ลิงก์บ่อย ๆ การลงทุนกับ Custom Domain สำหรับบริการย่อลิงก์ของคุณเอง (อาจจะประมาณ 150 บาทต่อปีสำหรับชื่อโดเมน) ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยให้กับแบรนด์ของคุณ
เรื่องความปลอดภัยบนโลกออนไลน์มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วนะ ยิ่งเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องระวังตัวมากเท่านั้น ลองกลับไปเช็กลิงก์ที่คุณเคยแชร์ หรือลิงก์ที่คุณกำลังจะกดดูนะว่าปลอดภัยจริงไหม? เพราะความปลอดภัยบนโลกออนไลน์มันเริ่มจากตัวเรานี่แหละ ค่อย ๆ ป้องกัน ค่อย ๆ เรียนรู้ไป แล้วเราก็จะท่องโลกดิจิทัลได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะเลย
📝 บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ตามนโยบายของ shorturl.in.th
อ่านต่อ: