CTR ลิงก์ย่อในอีเมล: กี่เปอร์เซ็นต์ถึงปกติ? ปั่นยอดคลิกยังไงให้ปัง

ปาริชาต ศิริพงศ์
May 31, 2026
13 views
ปาริชาต ศิริพงศ์
ปาริชาต ศิริพงศ์
May 31, 2026  ·  13 views
CTR ลิงก์ย่อในอีเมล: กี่เปอร์เซ็นต์ถึงปกติ? ปั่นยอดคลิกยังไงให้ปัง

เคยไหมที่ส่งอีเมลแคมเปญออกไปหลายร้อยฉบับ แล้วเห็น Click-through rate (CTR) ของลิงก์ย่อในนั้นแค่ 2.5% ถึง 5% เท่านั้น จนอดสงสัยไม่ได้ว่า 'นี่มันปกติรึเปล่านะ?' เอาจริง ๆ ตัวเลขพวกนี้มันก็เหมือนกับค่าเฉลี่ยทั่ว ๆ ไปแหละครับ แต่การจะบอกว่า 'ปกติ' หรือ 'ดี' จริง ๆ มันซับซ้อนกว่าแค่ตัวเลขโดด ๆ เยอะเลยนะ เพราะมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก ๆ ตั้งแต่เนื้อหาอีเมล กลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงประเภทธุรกิจของคุณนั่นแหละครับ

คำตอบสั้น:
  • CTR ลิงก์ย่อในอีเมลทั่วไปมักอยู่ที่ 2.5% - 5% แต่ตัวเลข 'ดี' ขึ้นอยู่กับธุรกิจและกลุ่มเป้าหมาย
  • การย่อลิงก์ช่วยให้ดูสะอาดตา น่าเชื่อถือ และที่สำคัญคือติดตามผลด้วย UTM ได้
  • ต้องโฟกัสที่คุณภาพของคลิก ไม่ใช่แค่ปริมาณ เพื่อให้ได้ Conversion ที่แท้จริง

CTR ของลิงก์ย่อในอีเมล...ตัวเลขประมาณไหนถึงเรียกว่า 'ดี' จริง ๆ?

ถ้าถามว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปของ CTR ลิงก์ย่อในอีเมลควรอยู่ที่เท่าไหร่ ผมจะบอกว่ามันแกว่งได้ตั้งแต่ 1.5% ไปจนถึง 5% เลยครับ บางอุตสาหกรรมอาจจะสูงกว่านั้นหน่อย หรือบางอุตสาหกรรมก็อาจจะต่ำกว่านี้ได้อีกเยอะเลยนะ เช่น ถ้าคุณทำธุรกิจ E-commerce เสื้อผ้า อาจจะเห็น CTR อยู่ที่ประมาณ 2.5% แต่ถ้าเป็นธุรกิจ B2B ที่ส่งอีเมลให้ลูกค้าที่สนใจเฉพาะทางจริง ๆ ตัวเลขอาจจะพุ่งไปถึง 5-7% ได้สบาย ๆ เลยครับ

แล้วอะไรคือเกณฑ์วัดว่า 'ดี'? ของจริงคือ มันไม่มีตัวเลขตายตัวหรอกครับ แต่เราสามารถใช้ Mailchimp Email Marketing Benchmarks หรือรายงานจากแพลตฟอร์มอีเมลเจ้าอื่น ๆ มาเป็นแนวทางได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะให้ค่าเฉลี่ยรวมของแต่ละอุตสาหกรรมมาให้เราเปรียบเทียบดูได้ว่าแคมเปญของเราอยู่ในระดับไหน เดือนพฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา ผมเช็คในรายงานของ HubSpot ก็พบว่าค่าเฉลี่ย CTR ทั่วโลกสำหรับอีเมลธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 2-5% นี่แหละครับ

สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณจริง ๆ ครับ อีเมลคุณส่งไปหาใคร? เขากำลังมองหาอะไร? ถ้าอีเมลคุณตอบโจทย์ความต้องการของเขาจริง ๆ ต่อให้ CTR ไม่ได้พุ่งกระฉูดถึง 10% แต่ถ้าได้คลิกที่มีคุณภาพ นั่นแหละคือของจริงที่ดีกว่า CTR สูง ๆ แต่คลิกแล้วเด้งออกไปทันทีนะ

ทำไมต้องย่อลิงก์ในอีเมล? มันช่วยอะไรได้บ้าง?

หลายคนอาจจะมองว่าการย่อลิงก์อย่าง Bitly หรือ TinyURL มันแค่ทำให้ลิงก์ดูสั้นลง สวยขึ้น แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลยนะ ลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณเห็นลิงก์ยาวเฟื้อยเป็นหางว่าว กับลิงก์สั้น ๆ ดูสะอาดตา อะไรน่าคลิกกว่ากัน? แน่นอนว่าลิงก์ย่อมดูเป็นมิตรและน่าเชื่อถือกว่าเยอะเลย

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดของการย่อลิงก์ในการตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะในอีเมล คือเรื่องของการ ติดตาม UTM/analytics ครับ คุณคงไม่อยากส่งอีเมลไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วไม่รู้ว่าใครคลิกมาจากไหน ใช่ไหมล่ะ? การย่อลิงก์ส่วนใหญ่จะมาพร้อมฟังก์ชันการติดตามประสิทธิภาพของลิงก์นั้น ๆ ได้อย่างละเอียด

คุณสามารถใช้ UTM parameters (Urchin Tracking Module) เพื่อติดแท็กข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปใน URL ของคุณได้ เช่น utm_source=email_campaign, utm_medium=newsletter, utm_campaign=summer_sale_2024 พอคนคลิกเข้าไป ข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกส่งไปที่ Google Analytics หรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ ทำให้คุณรู้เลยว่าคนคลิกมาจากอีเมลแคมเปญไหน มาจากส่วนไหนของอีเมล ซึ่งสิ่งนี้มีประโยชน์มาก ๆ ในการวางแผนแคมเปญครั้งต่อไปครับ ดูรายละเอียดการใช้งาน UTM ได้ที่ Google Analytics Dev Guides เลยนะ

นอกจากนี้ การใช้บริการย่อลิงก์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Bitly หรือ Short.io ยังช่วยเรื่อง ความปลอดภัยของลิงก์ ได้ในระดับหนึ่งด้วยครับ เพราะลิงก์เหล่านั้นมักจะมีการตรวจสอบมัลแวร์หรือเว็บไซต์อันตรายก่อนที่จะอนุญาตให้ย่อได้ ทำให้ผู้รับอีเมลมั่นใจได้มากขึ้นว่าลิงก์ที่คลิกไม่ใช่ลิงก์ฟิชชิ่งหรือลิงก์อันตรายที่มาจากสแกมเมอร์ การใช้ custom domain สำหรับลิงก์ย่อของคุณเองก็ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้อีกสเต็ปหนึ่ง เพราะมันจะแสดงชื่อแบรนด์ของคุณแทนที่จะเป็นชื่อ Bitly.com ทั่วไปนะ

ปัจจัยอะไรบ้างที่ 'ฆ่า' CTR ของคุณ หรือทำให้มันพุ่งปรี๊ด?

ลองนึกภาพตามนะ ถ้าคุณได้รับอีเมลหัวข้อว่า "ซื้อของด่วน! ลด 99%" กับอีกฉบับที่เขียนว่า "[ชื่อคุณ], เสื้อรุ่นใหม่ที่ตรงสไตล์คุณมาแล้ว! ลดพิเศษ 30%" อะไรน่าคลิกกว่ากัน? แน่นอนว่าอีเมลหลังน่าดึงดูดกว่าเยอะ นั่นแหละครับ หัวใจสำคัญคือ:

  • หัวข้ออีเมล (Subject Line): นี่คือประตูบานแรกเลยครับ ถ้าหัวข้อไม่น่าสนใจ ไม่กระตุ้น ไม่ส่วนตัวพอ คนก็ไม่เปิดตั้งแต่แรก แล้วจะไปคลิกอะไรได้? ลองใช้ชื่อคนรับ, หรือคำถามที่กระตุ้นความอยากรู้ดูครับ
  • เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง (Content Relevance): ลิงก์คุณนำไปสู่สิ่งที่คนอ่านสนใจจริง ๆ ไหม? ถ้าอีเมลพูดเรื่องกระเป๋า แต่ลิงก์ไปหน้าอาหารเสริม ก็จบเห่ครับ CTR อาจจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินเลย
  • Call to Action (CTA) ที่ชัดเจน: ปุ่มหรือข้อความที่บอกให้คลิกมันเด่นพอไหม? บอกชัดเจนไหมว่าคลิกแล้วจะได้อะไร? "คลิกเลย!" "ดาวน์โหลดฟรี!" "ดูสินค้าใหม่!"
  • การออกแบบอีเมล (Email Design): อีเมลคุณอ่านง่ายไหม? รูปภาพโหลดเร็วไหม? Responsive กับมือถือรึเปล่า? ถ้าอ่านยาก หรือลิงก์เล็กจิ๋วจนต้องซูม คนก็ขี้เกียจคลิกครับ
  • ชื่อเสียงของผู้ส่ง (Sender Reputation): ถ้าอีเมลคุณตกไปอยู่ใน Junk Mail หรือ Spam Folder ตั้งแต่แรก ก็ไม่มีใครเห็นเนื้อหาอยู่แล้วครับ การดูแล Sender Score ให้ดีจึงสำคัญมาก ๆ
  • การแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Audience Segmentation): ส่งอีเมลให้ถูกคนสำคัญที่สุด ถ้าคุณส่งข้อเสนอสำหรับคนโสดไปให้คนมีครอบครัว โอกาสที่เขาจะคลิกก็แทบไม่มีเลยจริงไหมครับ
  • ตำแหน่งของลิงก์ (Link Placement): ลิงก์สำคัญ ๆ ควรจะอยู่ตรงไหนในอีเมล? ส่วนใหญ่แล้วลิงก์แรก ๆ ที่อยู่ด้านบนของอีเมล (above the fold) มักจะได้ CTR สูงกว่าลิงก์ที่อยู่ด้านล่าง ๆ ครับ
  • ความน่าเชื่อถือของลิงก์ (Link Trustworthiness): แม้ลิงก์ย่อจะดูดี แต่ถ้าปลายทางเป็นเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย ไม่มี HTTPS หรือเนื้อหาดูน่าสงสัย ผู้ใช้ก็จะไม่คลิกครับ ยิ่งถ้าคุณใช้บริการย่อลิงก์ที่ไม่มีชื่อเสียง คนก็อาจจะกังวลเรื่องความปลอดภัยได้ง่าย ๆ เลยนะ

ประสบการณ์ตรง: ลองผิดลองถูกกับลิงก์ย่อและ CTR ใน cold email

เมื่อเดือนธันวาคม 2023 ผมเคยช่วยเพื่อนที่ทำสตาร์ทอัพด้านซอฟต์แวร์จัดการร้านอาหารใน อ.บางเสาธง ครับ ตอนนั้นเรากำลังลองทำ cold email เพื่อหาลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็นอะไรที่ท้าทายมาก ๆ เพราะคนไม่รู้จักเราเลย เราส่งอีเมลไปหาเจ้าของร้านอาหารเป้าหมาย 1,500 ราย เพื่อชวนให้เข้ามาทดลองใช้ซอฟต์แวร์ฟรี 1 เดือน

ตอนแรกเราใช้ลิงก์ย่อธรรมดาจาก Bitly ที่เป็น bit.ly/xxxxxx ใส่เข้าไปในอีเมล ผลคือ CTR อยู่ที่ประมาณ 1.8% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่เราคาดไว้เยอะเลยครับ หลังจากนั้นเราเลยลอง A/B Test โดยการเปลี่ยนไปใช้ลิงก์ย่อที่เป็น Custom Domain ของเราเอง เช่น demo.mysaas.com/xxxxxx ซึ่งเราตั้งค่าผ่าน Short.io พร้อมกับติด UTM Parameters ให้ครบถ้วนทั้ง utm_source=cold_email, utm_medium=first_contact, utm_campaign=free_trial_dec23

น่าแปลกใจมากครับ พอเราเปลี่ยนไปใช้ Custom Domain ที่ดูเป็นแบรนด์เรามากขึ้น CTR ก็พุ่งขึ้นไปเป็น 2.6% ทันที! เพิ่มขึ้นมา 0.8% เลยนะ ซึ่งสำหรับแคมเปญ cold email ถือว่าเยอะมาก ๆ สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ แม้แต่การที่ลิงก์ย่อดูเป็นแบรนด์ของเราเอง ก็สร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าลิงก์ย่อทั่ว ๆ ไปเยอะเลย และการติด UTM ก็ช่วยให้เราเห็นชัดเจนเลยว่าลิงก์ไหนในอีเมลได้ผลดีกว่ากัน ทำให้เราปรับปรุงแคมเปญต่อ ๆ ไปได้ตรงจุดมากขึ้น

แล้วถ้า CTR มันไม่ถึงเกณฑ์ที่หวัง... ต้องทำยังไงต่อ? (ไม่ใช่แค่ตัวเลข)

เอาจริง ๆ นะ บางทีเรามัวแต่โฟกัสที่ตัวเลข CTR จนลืมมองภาพใหญ่ไป การที่คนคลิกเข้ามาในลิงก์ ไม่ได้แปลว่าเขาจะซื้อ หรือจะสมัครสมาชิกเสมอไปนะครับ สิ่งที่เราต้องดูต่อคือคุณภาพของคลิกเหล่านั้น เช่น พวกเขาใช้เวลาบนหน้า Landing Page นานแค่ไหน? มี Bounce Rate สูงไหม? และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาทำตาม Call to Action ที่เราต้องการ (เช่น สมัครสมาชิก, ซื้อสินค้า) หรือเปล่า?

วิธีนี้ไม่ work ถ้าอีเมลของคุณไปตกใน Junk folder ตั้งแต่แรก หรือถ้าหัวข้ออีเมลของคุณหลอกล่อให้คนคลิกเข้ามาดูเฉย ๆ แต่เนื้อหาด้านในไม่ตรงปก สุดท้ายแล้วแม้ CTR จะสูง แต่ Conversion Rate (อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า) ก็อาจจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้เลยนะ นี่คือข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ การเพิ่ม CTR เป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่การทำให้คลิกเหล่านั้นมีคุณภาพและนำไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจต่างหากคือสิ่งที่สำคัญกว่ามาก ๆ

บางที CTR ที่ต่ำอาจจะไม่ได้แย่เสมอไป ถ้ากลุ่มคนที่คลิกคือกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายจริง ๆ กลับกัน CTR ที่สูงลิ่วก็อาจจะไม่มีประโยชน์ถ้าเป็นแค่คนคลิกเล่น ๆ แล้วเด้งออกไปทันทีหลังจากเห็นหน้า Landing Page ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความคาดหวังของพวกเขาเลย

จะเริ่มต้นยังไง? สเต็ปง่ายๆ เพิ่ม CTR ลิงก์ย่อในอีเมลของคุณ

ไม่ต้องกังวลไปครับ ถ้า CTR ของคุณยังไม่ถึงเป้าที่เราคุยกัน ผมมีสเต็ปง่าย ๆ ที่คุณสามารถเอาไปลองทำได้เลย:

  1. ใช้เครื่องมือย่อลิงก์ที่มี Tracking: ไม่ว่าจะเป็น Bitly, Short.io, หรือแม้แต่ฟังก์ชันย่อลิงก์ในแพลตฟอร์มอีเมลของคุณเอง ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันสามารถติดตามจำนวนคลิกและแหล่งที่มาได้ ถ้าเป็นไปได้ ลองใช้ Custom Domain เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลิงก์ย่อของคุณด้วยนะ
  2. ติดตั้ง UTM Parameters ให้ครบถ้วน: ทุกลิงก์ที่คุณส่งออกไปในอีเมล ควรมียูทีเอ็มพารามิเตอร์ติดไปด้วยเสมอครับ อย่างน้อยก็ utm_source, utm_medium, utm_campaign เพื่อให้คุณรู้ว่าทราฟฟิกมาจากไหน พอไปดูใน Google Analytics ก็จะเห็นข้อมูลชัดเจนเลย
  3. A/B Test อย่างน้อย 2 ตัวแปร: อย่าเพิ่งเชื่ออะไรจนกว่าจะได้ลองเองครับ ลอง A/B Test หัวข้ออีเมล, รูปแบบ CTA, ตำแหน่งลิงก์, หรือแม้แต่เนื้อหาในอีเมล เช่น ลอง A/B test ระหว่าง 'คลิกเลย!' กับ 'ดาวน์โหลดคู่มือฟรีที่นี่' ในแคมเปญอีเมลของร้านเสื้อผ้า 'Chic Threads' ดูนะ หรือจะลองเปลี่ยนสีปุ่ม CTA จากสีฟ้าเป็นสีเขียวดูบ้างก็ได้
  4. วิเคราะห์ข้อมูลใน Google Analytics (หรือเครื่องมืออื่น): หลังจากส่งอีเมลไปแล้ว อย่าลืมเข้าไปดูผลลัพธ์ใน Google Analytics ครับ ไม่ใช่แค่ดู CTR แต่ให้ดูพฤติกรรมของคนที่คลิกเข้ามาด้วย เช่น Bounce Rate, Time on Page, และที่สำคัญคือ Conversion Rate ว่าพวกเขาทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้หรือไม่

ลองเอาไปปรับใช้กับแคมเปญอีเมลหน้าของคุณดูนะ แล้วกลับมาเล่าให้ฟังบ้างว่ามันเวิร์คไหม! การตลาดดิจิทัลมันคือการเรียนรู้และปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาครับ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ถ้าเราเข้าใจหลักการและหมั่นทดลอง คุณก็จะมี CTR ที่ปังและมีคุณภาพแน่นอนครับ


📝 บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ตามนโยบายของ shorturl.in.th

อ่านต่อ:

Author

ปาริชาต ศิริพงศ์
ปาริชาต ศิริพงศ์
บรรณาธิการบริหาร — ดูแลเนื้อหาเรื่องการย่อลิงก์ QR Code และเครื่องมือ Digital Marketing สำหรับคนไทย ทดสอบเครื่องมือทุกตัวก่อนแนะนำ และเผยแพร่ตามนโยบายความโปร่งใสของ shorturl.in.th — Editor-in-Chief overseeing URL shortener, QR code, and digital marketing content for the Thai market. Every tool is tested hands-on before recommendation. All articles are published under the shorturl.in.th editorial transparency policy.
Popular Posts

Keep reading

More posts from our blog

Affiliate Dashboard: ลิงก์ย่อช่วยอ่าน Performance ยังไง ไม่ต้องมโน
โดย ปาริชาต ศิริพงศ์ May 29, 2026
เคยไหมที่นั่งมองหน้าจอ Affiliate Dashboard...
อ่านเพิ่มเติม
เปิดกรุเทคนิค: สร้างลิงก์ Lazada Affiliate บน Instagram ยังไงให้คนซื้อรัวๆ
โดย ปาริชาต ศิริพงศ์ May 23, 2026
เคยไหมที่ไถ Instagram ไปเรื่อยๆ...
อ่านเพิ่มเติม