ลิงก์ย่อใน infographic ราชการ: วัดผล ROI การสื่อสารยังไงให้เห็นผลจริง

ปาริชาต ศิริพงศ์
June 06, 2026
27 views
ปาริชาต ศิริพงศ์
ปาริชาต ศิริพงศ์
June 06, 2026  ·  27 views
ลิงก์ย่อใน infographic ราชการ: วัดผล ROI การสื่อสารยังไงให้เห็นผลจริง

ปี 1994 คือปีที่ Denso Wave บริษัทในญี่ปุ่นประดิษฐ์ QR Code ขึ้นมา เพื่อช่วยติดตามชิ้นส่วนรถยนต์ในโรงงาน แต่ใครจะคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดผลการสื่อสารดิจิทัลสำหรับหน่วยงานราชการไทยในยุคนี้ได้ โดยเฉพาะกับ infographic สวย ๆ ที่เราเห็นกันเต็มฟีด เพราะแค่ใส่ลิงก์ย่อที่มี tracking ดี ๆ เข้าไป เราก็สามารถเห็น 'ยอดคลิก' และ 'พฤติกรรมผู้ใช้งาน' ได้ชัดเจนขึ้นหลายเท่าตัวเลยนะ จนเราสามารถบอกได้เลยว่า infographic ชิ้นไหนที่ 'ปังจริง' หรือ 'แป้กสนิท' โดยไม่ต้องมานั่งเดาจากยอดไลก์มหาศาลที่อาจจะไม่ได้แปลงเป็น Action อะไรเลย

คำตอบสั้น:
  • การใช้ลิงก์ย่อพร้อม UTM parameters ใน infographic ราชการช่วยให้วัดผลการสื่อสารได้อย่างแม่นยำ เห็น ROI ที่แท้จริงจากการคลิกและพฤติกรรมผู้ใช้งาน
  • เครื่องมืออย่าง Bitly, Rebrandly หรือ Google Analytics คือหัวใจสำคัญในการสร้าง, ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การสื่อสารในอนาคต
  • การออกแบบที่ดึงดูดใจ, Call to Action ที่ชัดเจน และการเลือกช่องทางเผยแพร่ที่เหมาะสม เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ลิงก์ย่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ทำไมลิงก์ย่อถึงสำคัญกับ infographic ราชการ?

ลองคิดดูนะ หน่วยงานราชการหลายแห่งต้องสื่อสารข้อมูลสำคัญ ๆ กับประชาชนเยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ โครงการใหม่ ๆ หรือแม้แต่การแจ้งเตือนภัยต่าง ๆ ซึ่ง infographic นี่แหละคือตัวช่วยชั้นดี เพราะมันเข้าใจง่าย เห็นภาพชัดเจน แต่ปัญหาของจริงคือพอทำเสร็จแล้วเอาไปแปะตามช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, LINE Official Account หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานเอง เราแทบไม่รู้เลยว่ามีคนสนใจจริงๆ กี่คน หรือคนที่เห็นแล้วเขาคลิกเข้าไปดูรายละเอียดต่อไหม นี่แหละคือจุดที่ลิงก์ย่อเข้ามามีบทบาทแบบสุด ๆ

อันดับแรกเลยนะ ลิงก์ย่อมันช่วยให้ infographic เราดูสะอาดตาขึ้นเยอะมาก ลองจินตนาการว่าต้องเอาลิงก์ยาวเฟื้อยที่เต็มไปด้วยตัวอักษรและสัญลักษณ์แปลก ๆ ไปแปะในงานออกแบบที่ต้องกระชับและสวยงาม มันดูไม่โปรเอาซะเลยจริงไหม? การใช้ลิงก์ย่อสั้น ๆ อย่าง bit.ly/ชื่อโครงการ หรือ QR Code ง่าย ๆ มันทำให้งานเราน่ามองขึ้นเป็นกอง แถมยังพิมพ์ง่าย จำง่ายอีกด้วยนะ

แต่ที่สำคัญกว่าความสวยงาม คือ 'ความสามารถในการวัดผล' นี่แหละ คือหัวใจของการสื่อสารยุคใหม่เลยก็ว่าได้ หน่วยงานราชการหลายที่ยังติดกับการวัดผลแบบเดิม ๆ เช่น จำนวนคนเห็น (Reach), จำนวนไลก์ (Likes) หรือจำนวนแชร์ (Shares) ซึ่งเอาจริง ๆ มันก็ดีนะ แต่มันไม่ได้บอกเราว่า 'คนเหล่านั้นทำอะไรต่อ' หลังจากเห็น infographic ของเรา

การใช้ลิงก์ย่อที่มีระบบติดตามผล (tracking) เนี่ย มันจะเปลี่ยนเกมเลยนะ เพราะทุกครั้งที่มีคนคลิกที่ลิงก์ย่อนั้น ระบบจะบันทึกข้อมูลไว้หมดเลยว่า คนคลิกมาจากไหน (เช่น Facebook, LINE, เว็บไซต์), คลิกเมื่อไหร่, ใช้อุปกรณ์อะไร (มือถือ, คอมพิวเตอร์) และบางทีอาจจะบอกได้ถึงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์คร่าว ๆ ด้วยซ้ำ ข้อมูลพวกนี้แหละคือทองคำ สำหรับการปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารในอนาคต ให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เคยไหมที่ทำ infographic เรื่องเดียวกันไปลงหลายช่องทาง แล้วอยากรู้ว่าช่องทางไหนคนสนใจเยอะสุด? ลิงก์ย่อช่วยคุณได้แบบไม่ต้องคิดเยอะเลย เพราะเราสามารถสร้างลิงก์ย่อที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละช่องทางได้ เช่น bit.ly/โครงการA_Facebook และ bit.ly/โครงการA_LINE แล้วเราก็จะเห็นเลยว่า ช่องทางไหนที่คนคลิกเยอะกว่ากัน แบบนี้มันทำให้เราจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในการสื่อสารได้อย่างคุ้มค่าและมีเหตุผลมากขึ้น

และอีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ 'ความน่าเชื่อถือ' ของลิงก์ ถึงแม้ว่าลิงก์ย่อจะดูไม่เป็นทางการเท่าลิงก์เต็ม ๆ แต่บริการลิงก์ย่อชื่อดังอย่าง Bitly หรือ Rebrandly ก็มีความน่าเชื่อถือสูงในระดับหนึ่ง แถมยังสามารถตั้งชื่อลิงก์ให้สื่อความหมายได้อีกด้วย เช่น rebrand.ly/สิทธิบัตรทอง ซึ่งมันช่วยให้ผู้รับสารมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าลิงก์นี้ไม่ได้พาไปเว็บแปลก ๆ ที่เป็นอันตราย และสำหรับหน่วยงานราชการ ความปลอดภัยของลิงก์ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะการพาประชาชนไปสู่เว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวงได้

เราจะวัด ROI การสื่อสารจากลิงก์ย่อได้ยังไงบ้าง?

เอาจริง ๆ การวัด ROI หรือผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการสื่อสารเนี่ย ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดนะ ถ้าเรามี 'ข้อมูล' ที่ถูกต้องและครบถ้วน และนี่คือที่มาของ 'UTM Parameters' ที่จะช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

UTM Parameters หรือ Urchin Tracking Module คือชุดพารามิเตอร์เล็ก ๆ ที่เราสามารถใส่เพิ่มเข้าไปใน URL ของเราได้ เพื่อให้ Google Analytics หรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ สามารถระบุที่มาของคนคลิกได้อย่างละเอียด มันเหมือนการติดแท็กให้กับลิงก์ของเราเลยล่ะ

หลัก ๆ แล้ว UTM Parameter มีอยู่ 5 ตัวที่เราควรจะใช้บ่อย ๆ นะ:

  1. utm_source: แหล่งที่มา เช่น 'facebook', 'line', 'website-กรมนั้นกรมนี้'
  2. utm_medium: ประเภทของสื่อ เช่น 'infographic', 'banner', 'email'
  3. utm_campaign: ชื่อแคมเปญ เช่น 'โครงการแยกขยะ2567', 'มาตรการเยียวยาโควิด'
  4. utm_content: เนื้อหาเฉพาะ (ถ้ามี infographic หลายเวอร์ชัน) เช่น 'infographic_v1', 'infographic_v2_สีฟ้า'
  5. utm_term: คีย์เวิร์ด (ไม่ค่อยใช้กับ infographic แต่มีไว้เผื่อกรณีใช้กับโฆษณา)

สมมติว่าเรามี infographic เรื่อง 'โครงการแยกขยะ' แล้วจะเอาไปลง Facebook กับ LINE เราก็สามารถสร้างลิงก์แบบนี้ได้เลยนะ:

  • สำหรับ Facebook: https://www.หน่วยงานเรา.go.th/project-waste?utm_source=facebook&utm_medium=infographic&utm_campaign=project_waste_2567
  • สำหรับ LINE: https://www.หน่วยงานเรา.go.th/project-waste?utm_source=line&utm_medium=infographic&utm_campaign=project_waste_2567

จากนั้นเราก็เอาลิงก์ยาว ๆ ที่มี UTM นี่แหละ ไปย่อด้วยบริการอย่าง Bitly หรือ Rebrandly หรือจะแปลงเป็น QR Code ก็ได้ พอคนคลิกปุ๊บ ข้อมูลก็จะถูกส่งไปที่ Google Analytics ของเว็บไซต์เราทันที เราก็สามารถเข้าไปดูรายงานใน Google Analytics ได้เลยว่า ลิงก์จาก Facebook มีคนคลิกกี่ครั้ง จาก LINE กี่ครั้ง หรือแม้กระทั่งดูได้ว่าคนที่คลิกมาจาก infographic ของเรานั้น ไปทำอะไรต่อในเว็บไซต์ ใช้เวลากี่นาที หรือลงทะเบียนสำเร็จไปกี่คน

ผมเคยช่วยเทศบาลตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแถวสมุทรปราการ เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมานี่เองนะ ตอนนั้นเขามีโครงการรณรงค์เรื่องการแยกขยะอินทรีย์จากครัวเรือน แล้วก็ทำ infographic แจกไปตามบ้านและชุมชน ผมก็เลยเสนอให้เขาเอา QR Code ที่ลิงก์ไปหน้าเว็บที่มีข้อมูลและแบบฟอร์มลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ไปแปะไว้ใน infographic นั้นด้วย โดยใช้ Bitly ในการย่อลิงก์และสร้าง QR Code พร้อมกับใส่ UTM parameters เข้าไปแบบละเอียดเลยนะ ผลคือภายใน 3 สัปดาห์แรก มียอดคลิกจาก QR Code ใน infographic นั้นถึง 157 ครั้ง และมีคนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไป 23 ครัวเรือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่จับต้องได้และบอกได้ทันทีว่า infographic ชิ้นนั้น 'ทำงาน' จริง ๆ การติดตาม UTM/analytics แบบนี้ทำให้เห็น ROI ชัดเจนมาก ว่า infographic ชิ้นนี้สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง

การดู ROI ไม่ได้หมายถึงแค่ยอดคลิกอย่างเดียวนะ แต่หมายถึง 'ผลลัพธ์สุดท้าย' ที่เราต้องการ เช่น ถ้าเป้าหมายคือคนลงทะเบียน เราก็ต้องดูจำนวนคนที่ลงทะเบียน ถ้าเป้าหมายคือคนดาวน์โหลดเอกสาร เราก็ต้องดูจำนวนคนดาวน์โหลด ซึ่ง Google Analytics สามารถตั้งค่า 'Goals' หรือ 'Conversion' เพื่อติดตามผลลัพธ์เหล่านี้ได้ ทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการสื่อสารผ่าน infographic นั้นคุ้มค่ากับเวลาและทรัพยากรที่ลงทุนไปมากน้อยแค่ไหนเลยล่ะ

อีกหนึ่งข้อดีของการใช้ลิงก์ย่อคือเรื่องของ ความปลอดภัยของลิงก์ บางครั้งลิงก์ยาว ๆ อาจจะดูน่าสงสัยหรือไม่น่ากด แต่ลิงก์ย่อที่มาจากบริการที่เชื่อถือได้จะช่วยลดความกังวลตรงนี้ได้ระดับหนึ่ง และบริการลิงก์ย่อหลายเจ้ายังมีฟังก์ชันการรายงานลิงก์ที่ผิดปกติหรือลิงก์ที่เป็นอันตรายด้วย ทำให้เราดูแลความปลอดภัยของการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนได้ดีขึ้น

แล้วถ้าคนไม่คลิก QR Code หรือลิงก์ย่อล่ะ?

อันนี้เป็นคำถามที่พบบ่อยมากเลยนะ และเป็นเรื่องจริงที่ว่าไม่ว่าเราจะทำลิงก์ย่อดีแค่ไหน ใส่ UTM ครบเป๊ะแค่ไหน ถ้าไม่มีคนคลิก มันก็ไม่มีข้อมูลให้วัดผลจริงไหม? ปัญหานี้มักจะเกิดจากหลายสาเหตุเลยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องลิงก์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารโดยรวม

1. Call to Action (CTA) ไม่ชัดเจน: ลองดู infographic ของเรานะว่ามีประโยคที่ชวนให้คน 'ทำอะไรบางอย่าง' ที่ชัดเจนไหม? เช่น 'สแกนเพื่อลงทะเบียน', 'คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม', 'ดาวน์โหลดแบบฟอร์มที่นี่' ถ้าไม่มี บางทีคนดูก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อหลังจากอ่าน infographic จบแล้ว

2. การออกแบบ infographic ไม่ดึงดูด: อันนี้สำคัญสุด ๆ เลยนะ เพราะ infographic คือด่านแรก ถ้าภาพไม่สวย สีไม่น่ามอง ข้อมูลเยอะเกินไปจนตาลาย หรือจัดวางไม่ดี คนก็ไม่อยากอ่านตั้งแต่แรก พอไม่อ่าน ก็ไม่เห็นลิงก์ ไม่เห็น QR Code ก็ไม่มีการคลิก

3. การวางตำแหน่ง QR Code/ลิงก์ย่อไม่เหมาะสม: บางทีก็เอา QR Code ไปซ่อนไว้มุมเล็ก ๆ หรือตัวอักษรลิงก์จิ๋วมากจนมองไม่เห็น หรืออยู่ในจุดที่ไม่คาดว่าจะเจอ เช่น infographic แนวตั้ง แต่ QR Code อยู่ด้านล่างสุด ต้องเลื่อนลงไปไกลมาก ลองเอาไปวางในจุดที่สะดุดตาและเข้าถึงง่ายสิ

4. กลุ่มเป้าหมายไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี: อย่างที่บอกไปตอนแรกนะ ถ้ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ หรือคนในพื้นที่ที่อาจจะไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนบ่อยนัก การคาดหวังให้เขาสแกน QR Code อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ในกรณีนี้ เราอาจจะต้องเสริมด้วยช่องทางการสื่อสารแบบดั้งเดิม เช่น เบอร์โทรศัพท์สำหรับสอบถาม หรือให้ไปติดต่อที่หน่วยงานโดยตรงควบคู่ไปด้วย

5. เนื้อหาไม่น่าสนใจหรือไม่เกี่ยวข้อง: อันนี้คือหัวใจเลยนะ ไม่ว่าเทคนิคจะดีแค่ไหน ถ้าเนื้อหาของ infographic หรือสิ่งที่ลิงก์ไปหามันไม่น่าสนใจ ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ หรือไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนดู เขาก็ไม่คลิกหรอกจริงไหม? ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราสื่อสารออกไปนั้น 'มีคุณค่า' กับผู้รับสารจริง ๆ

แต่ก็ใช่ว่าลิงก์ย่อจะเหมาะกับทุกสถานการณ์เสมอไปนะ คือถ้า infographic นั้นทำมาแค่เพื่อ 'สร้างการรับรู้' อย่างเดียว เช่น ประกาศวันหยุดราชการ หรือเตือนภัยน้ำท่วมเฉย ๆ โดยที่ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้คนคลิกไปทำอะไรต่อ การใส่ลิงก์ย่ออาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น หรือถ้ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อาจจะไม่ได้คุ้นเคยกับการสแกน QR Code หรือคลิกลิงก์ผ่านมือถือเท่าไหร่ การสื่อสารแบบออฟไลน์ที่ไม่มีลิงก์อาจจะยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรืออาจจะต้องเสริมด้วยช่องทางอื่น ๆ ที่เข้าถึงง่ายกว่า เช่น เบอร์โทรศัพท์ หรือการไปติดต่อด้วยตัวเองที่หน่วยงานโดยตรง

การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องมองแบบองค์รวมนะ ไม่ใช่แค่แก้ที่ลิงก์ แต่ต้องแก้ที่ตัว infographic การออกแบบ และความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายด้วย ถ้าทำได้ครบวงจร รับรองว่ายอดคลิกมาแน่ และข้อมูลที่เราได้ก็จะแม่นยำขึ้นเป็นเท่าตัว

จะเริ่มต้นสร้างและติดตามลิงก์ย่อยังไงดี?

เอาล่ะ! หลังจากเข้าใจความสำคัญและวิธีการวัดผลแล้ว คราวนี้มาดูขั้นตอนง่าย ๆ ที่หน่วยงานราชการจะสามารถเริ่มต้นสร้างและติดตามลิงก์ย่อเพื่อวัด ROI ของ infographic ได้เลยนะ ไม่ต้องรอช้า

  1. เลือกเครื่องมือย่อลิงก์ (URL Shortener)

    มีหลายเจ้าให้เลือกใช้เลยนะ ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน แต่สำหรับหน่วยงานราชการที่อาจจะต้องการฟังก์ชันการติดตามที่ละเอียดและมี Brand Name ของตัวเอง หรือต้องการใช้ Bio Link สำหรับ Creator เพื่อรวมลิงก์สำคัญ ๆ ไว้ในที่เดียว บริการอย่าง Bitly หรือ Rebrandly เป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะ

    • Bitly: เป็นที่นิยมมาก มีทั้งแบบฟรี (จำกัดจำนวนลิงก์และฟังก์ชันการติดตาม) และแบบเสียเงินที่ให้ฟังก์ชันการติดตาม UTM, Custom Domain (เช่น link.หน่วยงานเรา.go.th/ชื่อโครงการ) และรายงานที่ละเอียดขึ้นเยอะ
    • Rebrandly: คล้ายกับ Bitly แต่เน้นเรื่อง Custom Domain เป็นพิเศษ ทำให้ลิงก์ดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือมากขึ้น เหมาะกับหน่วยงานราชการมาก ๆ
    • TinyURL: เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ใช้งานง่ายและฟรี แต่ฟังก์ชันการติดตามอาจจะไม่ละเอียดเท่าสองเจ้าแรก

    สำหรับเริ่มต้น ลองใช้ Bitly แบบฟรีก่อนก็ได้นะ พอเห็นผลแล้วค่อยพิจารณาอัปเกรดเป็นแบบเสียเงิน หรือถ้ามีงบประมาณอยู่แล้ว Rebrandly ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการเลย

  2. สร้างลิงก์เป้าหมายและติด UTM Parameters

    ก่อนจะย่อลิงก์ เราต้องรู้ก่อนว่าเราอยากให้คนคลิกไปที่หน้าไหนในเว็บไซต์ของเรา และหน้าเว็บนั้นต้องพร้อมใช้งานนะ จากนั้นก็มาสร้าง UTM Parameters กัน จะใช้ Google Analytics Campaign URL Builder ของ Google ก็ได้นะ มันจะช่วยสร้างลิงก์ที่มี UTM ให้เราแบบง่าย ๆ แค่กรอกข้อมูล source, medium, campaign เข้าไป ก็ได้ลิงก์ยาว ๆ ที่พร้อมใช้งานแล้ว

    ตัวอย่างลิงก์ยาว ๆ ที่มี UTM: https://www.หน่วยงานเรา.go.th/เกี่ยวกับโครงการ/รายละเอียด?utm_source=facebook&utm_medium=infographic_image&utm_campaign=โครงการช่วยชาวนา_2567&utm_content=v1_final

  3. ย่อลิงก์และสร้าง QR Code

    เอาลิงก์ยาว ๆ ที่มี UTM เมื่อกี้ไปวางในเครื่องมือย่อลิงก์ที่เราเลือกไว้ เช่น Bitly กด 'Shorten' ก็จะได้ลิงก์สั้น ๆ มาแล้วล่ะ และส่วนใหญ่เครื่องมือพวกนี้จะมีฟังก์ชันสร้าง QR Code ให้เราดาวน์โหลดไปใช้ได้เลยนะ เลือกแบบ .png หรือ .svg เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดนะ

    อย่าลืมตั้งชื่อลิงก์ย่อให้สื่อความหมายด้วยนะ ถ้าเครื่องมือย่อลิงก์ที่เราใช้มีฟังก์ชันนี้ เช่น bit.ly/ช่วยชาวนา2567 มันจะทำให้ลิงก์ดูเป็นมิตรและน่าคลิกมากขึ้น

  4. นำไปใช้ใน Infographic และเผยแพร่

    เมื่อได้ลิงก์ย่อและ QR Code มาแล้ว ก็เอาไปแปะใน infographic ของเราเลยนะ อย่าลืมเรื่องการออกแบบและ Call to Action ที่ชัดเจนอย่างที่คุยกันไปแล้ว และเผยแพร่ infographic ไปตามช่องทางต่าง ๆ ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็น Facebook Page ของกรม, LINE Official Account, เว็บไซต์ หรือแม้แต่ในเอกสาร PDF/การแชร์ PDF ที่เราส่งให้ประชาชนก็ได้นะ

  5. ติดตามและวิเคราะห์ผลใน Google Analytics

    นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด! เข้าไปที่ Google Analytics (ต้องติดตั้งไว้ในเว็บไซต์ของเราก่อนนะ) ไปที่ส่วน 'Acquisition' > 'All Traffic' > 'Source/Medium' หรือ 'Campaigns' เราก็จะเห็นข้อมูลยอดคลิก พฤติกรรมการใช้งาน และ Conversion Goal ที่เราตั้งไว้ สำหรับแต่ละลิงก์ย่อ แต่ละช่องทาง และแต่ละแคมเปญได้อย่างละเอียดเลย

    เดือนเมษา 2567 ผมเช็คใน Google Analytics ของเว็บไซต์หน่วยงานที่เคยช่วยไว้ พบว่าลิงก์ย่อจากแคมเปญ 'โครงการลดโลกร้อน' ที่เผยแพร่บน Twitter (ปัจจุบันคือ X) มียอดคลิกสูงกว่าที่คาดไว้ถึง 30% เมื่อเทียบกับช่องทางอื่น ๆ ที่เราเคยใช้ก่อนหน้านี้ ทำให้เราวางแผนที่จะลงงบประมาณกับ Twitter มากขึ้นในแคมเปญถัดไปเลยนะ นี่แหละคือการเอาข้อมูลมาใช้ตัดสินใจจริง ๆ

การเข้าใจและใช้ประโยชน์จากลิงก์ย่อและ UTM Parameters ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการตลาดออนไลน์เท่านั้นนะ แต่เป็นทักษะที่หน่วยงานราชการควรมี เพื่อให้การสื่อสารกับประชาชนไม่ใช่แค่การ 'ทำแล้วจบ' แต่เป็นการ 'ทำแล้ววัดผล' เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ลองเอาแนวคิดพวกนี้ไปปรับใช้กับงานของหน่วยงานตัวเองดูนะ ไม่แน่ว่า infographic สวย ๆ ที่เราตั้งใจทำมา อาจจะกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย แล้วคุณล่ะ คิดว่ามีเทคนิคอะไรเพิ่มเติมที่จะช่วยให้การสื่อสารของราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกบ้าง?


📝 บทความนี้ผ่านการตรวจสอบทางบรรณาธิการก่อนเผยแพร่ ตามนโยบายของ shorturl.in.th

อ่านต่อ:

Author

ปาริชาต ศิริพงศ์
ปาริชาต ศิริพงศ์
บรรณาธิการบริหาร — ดูแลเนื้อหาเรื่องการย่อลิงก์ QR Code และเครื่องมือ Digital Marketing สำหรับคนไทย ทดสอบเครื่องมือทุกตัวก่อนแนะนำ และเผยแพร่ตามนโยบายความโปร่งใสของ shorturl.in.th — Editor-in-Chief overseeing URL shortener, QR code, and digital marketing content for the Thai market. Every tool is tested hands-on before recommendation. All articles are published under the shorturl.in.th editorial transparency policy.
Popular Posts

Keep reading

More posts from our blog

ถึงเวลาเปลี่ยน! แชร์แบบฟอร์มราชการด้วยลิงก์ ไม่ใช่ไฟล์แนบอีเมล
โดย ปาริชาต ศิริพงศ์ June 08, 2026
เคยไหมที่ส่งไฟล์แนบเอกสารราชการ DLA, MOPH, หรือ...
อ่านเพิ่มเติม
ครูส่งใบงาน PDF ทาง LINE ทำไมหายใน 7 วัน? แก้ด้วยวิธีนี้
โดย ปาริชาต ศิริพงศ์ May 27, 2026
7 วันคือระยะเวลาที่ไฟล์ PDF ใน LINE...
อ่านเพิ่มเติม
เลือกคอร์สภาษาอังกฤษสำหรับมือใหม่: ฉบับคนอยากพูดได้จริง!
โดย ปาริชาต ศิริพงศ์ May 06, 2026
มีคนเป็นพันล้านคนทั่วโลกที่ใช้ภาษาอังกฤ�...
อ่านเพิ่มเติม